Prvních 200 řádků.
สำหรับผม ยุคที่น่าตื่นเต้นที่สุด ในประวัติศาสตร์วงการภาพยนตร์
คือยุคที่หนังที่ชื่อเรื่อง ขึ้นต้นด้วยคำว่า "แบล็ค" เปลี่ยนจากแบบนี้…
เป็นแบบนี้
ผมไม่ได้ตื่นเต้น แค่เรื่องที่ในที่สุดก็มีความจริงในโฆษณา
แต่เพราะเป็นครั้งแรกที่ผมได้เห็นในหนัง
ถึงความก้าวหน้าของดาราผิวดำที่มั่นคง
แพม เกรียร์เปล่งประกาย ใน "ไฟรเดย์ฟอสเตอร์"
หนังเรื่องแรกๆ ที่สร้างจากการ์ตูน
ฟิล์มนัวร์แบบร่วมสมัย ของแม็กซ์ จูเลียนใน "เดอะแม็ค"
ละครเวทีปี 1969 ของชาร์ลี รัสเซล "ไฟว์ออนเดอะแบล็คแฮนด์ไซด์"
ก็กลายมาเป็นหนังในสี่ปีต่อมา
ฉันไม่มีอะไรจะให้ นอกจากหมากฝรั่งกับความลำบาก
แล้วหมากฝรั่งฉันก็เพิ่งหมด
ผมไม่ใช่คนเดียวที่รู้สึกแบบนี้
"เฮลล์อัปอินฮาร์เล็ม"
"เดอะแบล็คก็อดฟาเธอร์"
ถ้ากระแสเสรีภาพและการเติมเต็ม ครั้งใหม่นี้ได้เสียงตอบรับที่ดีเยี่ยม
แล้วความต้องการก็ไม่เคยหายไปไหน
ทำไมหนังคนดำเหล่านี้ถึงหยุดสร้างไป
คุณยายบอกผมว่าหนังเปลี่ยนวิธีฝันของท่านไป
ท่านมาจากมิสซิสซิปปี
ท่านบอกว่าหนังเปลี่ยนความฝัน ให้เป็นสิ่งที่ดูคล้ายเรื่องเล่า
และหนังเรื่องแรกที่ท่านได้ดู ที่ฝังใจอยู่ในจิตใต้สำนึก
คือ "แดรกคิวลา"
ความสยองแบบกอธิก และโทนแบบเมซโซ-โอเปรา
ทำให้ท่านนอนไม่หลับไปทั้งสัปดาห์
ข้าคือแดรกคิวลา
วิญญาณร้ายเหรอ คุณพระคุณเจ้า แถวนี้มีวิญญาณร้ายด้วยเหรอ
ใช่สิ ที่นี่มีเต็มไปหมด ไม่ใช่แค่นั้นนะ
ยังมีอีกเหรอ
แต่หนังที่เป็นเรื่อง คนแอฟริกันอเมริกันเผชิญหน้าความกลัว
นำพาสิ่งนั้นมาสู่จอในแบบที่ ลดทอนความเป็นมนุษย์และเกินความจริง
พวกนั้นใคร
ซอมบี้
เรื่องนี้ได้แสดงให้เห็นถึงข้อนั้น บ่อยเกินกว่าที่ควรจะเกิด
ภาพยนตร์คลาสสิคขึ้นหิ้ง มักจะหาวิธีทำให้คนดำผิดหวัง
ในบางฉาก
คุณมีโอกาสจะได้เห็นภาพที่น่าอับอาย
ในหนังจากคลังผลงานใหญ่ ของเหล่าปรมาจารย์
ทัศนคติเหมารวมลวกๆ จากปรมาจารย์หนังระทึกขวัญ
และนักสร้างหนัง ผู้เป็นที่เชิดชูที่สุดคนหนึ่งในวงการ
และนักแสดงควบผู้กำกับมือหนึ่ง ในวงการละครเพลง
ยังคงส่งผลกระทบต่อไป
ออร์สัน เวลส์กับลอว์เรนซ์ โอลิวิเยร์ ยักษ์ใหญ่ในวงการละครเวทีและภาพยนตร์
ทาสีหน้าดำ ทำท่าทางถือตัวแบบอ่อนโยน
เพื่อแสดงเป็นโอเทลโล
ตู้ แม่กุญแจ และกุญแจไขความลับอันชั่วร้าย
ผมไม่เคยเห็นมิคกี้เมาส์ใส่ถุงมือ
หรือบักส์บันนี่ แล้วไม่คิดถึงโชว์ล้อคนดำ
จะให้เราคิดถึงอะไรได้อีก พวกเขาแต่งตัวไปฮาร์วาร์ดคลับเหรอ
เคยเห็นช้างบินได้ไหม
ฉันเคยเห็นเหลือบบิน
ฉันเคยเห็นแมลงปอบิน
ฉันเคยเห็นแมลงวันบิน
ฉันเห็นมาหมดแล้ว
นี่อาจจะเป็นฉากบางส่วน
ที่ฝังอยู่ในจิตใต้สำนึกของยาย
เศษเสี้ยวเล็กๆ ที่ท่านต้องต่อต้าน ไม่ให้เข้าครอบงำภาพลักษณ์ของตัวท่านเอง
รวมถึงการปฏิบัติที่ท่านได้รับ สมัยเป็นหญิงสาวผิวสีในมิสซิสซิปปี
ท่านห่วงภาพลักษณ์มากขนาดที่ ตอนเราไปเยี่ยมท่านที่แฮตตีสเบิร์ก
ท่านไม่ยอมให้เราดู "ดิแอนดี้ กริฟฟิธโชว์" รอบฉายซ้ำ
ท่านบอกว่า
"ไม่มีคนดำในเมืองทางใต้นั่นเลย"
"แกคิดว่าคนดำหายไปไหนกันหมด"
เรื่องทั้งหมดนี้มันทำให้ ผมรักหนังเรื่องต่างๆ ได้ยาก
สำหรับผม ผมดู คิด และเขียน เรื่องเกี่ยวกับหนังต่างๆ มาทั้งชีวิต
ผมยังคงกลับมาดูซ้ำๆ
แม้คนดำจะถูกละเลย ให้ผมช้ำใจครั้งแล้วครั้งเล่า
ความด้อยค่านี้บางครั้งก็หนักเป็นภูเขา
บางที วิธีที่ง่ายที่สุด ในการอธิบายการแสดงถึงคนดำคือแบบนี้
ถ้าคุณเป็นนักแสดงผิวขาว
การใส่ชุดทางการแปลว่าคุณเตรียมตัวออกเที่ยว
รับความสำราญทุกอย่างที่ชีวิตมอบให้
ถ้าคุณเป็นนักแสดงผิวดำ หูกระต่ายไม่ได้แปลว่าคุณมีระดับ
มันแปลว่าคุณจะไปทำงาน นั่นคือเครื่องแบบของคุณ
ผมชอบนักแสดงกลุ่มใหญ่ที่คัดสรรมาอย่างดี เหมือนทุกคนนั่นแหละ
อาจจะมากกว่าด้วยซ้ำ
แต่ผมไม่เคยชอบสูททักซิโด้เลย
บางทีนั่นอาจจะเป็นเหตุผล
ผู้กำกับ แฮร์รี่ เอ. พอลลาร์ด)
ผู้กำกับ เจมส์ เวล)
ผู้กำกับ จอร์จ ซิดนีย์)
แทนที่จะตามหาและพัฒนา บทบาทใหม่ให้นักแสดงผิวดำ
ธีมที่น่าเบื่อหน่ายของ "โชว์โบต" กลับกลายเป็นวิธี
แสดงพรสวรรค์นักแสดงผิวดำ ด้วยการนำเรื่องเก่ามาเล่นใหม่
การทำลายความหวังคนดำในจอหนัง แพร่ไปทั่วทั้งวงการ
ตั้งแต่การบอกว่าแทบไม่มีบทให้ผู้ชายผิวดำเล่น
ไปจนถึงมาตรฐานความงามที่เกินจรง
ที่ทำให้ผู้หญิงผิวดำเกลียดตัวเองมานานหลายสิบปี
เธอมาแล้ว
ฉากนี้แหละที่ผมชอบมาก ตอนที่เธอสะบัดผมแบบนั้น
บทนี้ไม่ได้เขียนมาให้นักแสดงผิวดำ
แต่เขาออกความเห็นโดยไม่ตั้งใจอย่างประหลาด
เกี่ยวกับทรงผมที่น่าหลงใหลที่สุด
บทเรียนที่ผู้หญิงผิวดำยังคงต้องทนรับ
สมัยผมเด็กๆ ที่แอตแลนตา
มันมีระบบการแบ่งแยกที่เข้มงวดมาก
ผมเข้าโรงหนังที่ไหนไม่ได้เลย
โรงหนังนิโกรมีแค่หนึ่งหรือสองแห่งเท่านั้น
มันเล็กมาก แล้วก็ไม่ได้ฉายหนังกระแสหลัก
ถ้าได้ฉาย ก็จะช้าไปสองปีหรือสามปี
โดยรวมแล้ว มันมีระบบแบ่งแยกที่เข้มงวดมาก
วันเสาร์ผมจะดูหนังแทบทั้งวัน
เราดูหนังคาวบอยภาคต่อ
พวกแลช ลารู, จีน ออทรี, รอย โรเจอร์ส
อะไรพวกนั้น หรือบัค โรเจอร์ส หรือไม่ก็พวกหนังท่องอวกาศ
ฉันสนใจหนังคาวบอยมากๆ
ฉันชอบแดนตะวันตกมาก เพราะอะไรไม่รู้
จีน ออทรี, จอห์นนี่ แม็ค บราวน์, รอย โรเจอร์ส
พวกละครคาวบอยต่างๆ
ผมไปโรงละครลอสแอนเจลิส มันเป็นวังขนาดใหญ่เหมือนสมัยก่อน
แล้วอาคารก็รักษาสภาพไว้อย่างดี
ผมก็ไปนั่งสบายๆ บางครั้งก็มีผมคนเดียว
ทั้งโรงละครใหญ่มีแค่ผมคนเดียว
ดูหนังจอห์น ฟอร์ด โมนูเมนต์แวลลีย์ อะไรพวกนั้น
ผมคงจะค่อยๆ ชอบมันไปเอง
ผมได้เห็นเรื่องราวที่ดีมากๆ
ผมเคยไปดูหนังกับพ่อ
เขาพาผมไปดูหนังที่เขาชอบ
หนังที่มีนักแสดงอย่างจอห์น เวย์น กับสตีฟ แมคควีน
ผมจำ "แบนด์ออฟแองเจิลส์" ได้
เพราะผมจำฉากที่ซิดนีย์ พัวทิเยร์ตบผู้หญิงได้
ผู้กำกับ ราอูล วอลช์)
ฉากมันตัดไป แล้วพอตัดกลับมา เธอก็ยืนจับหน้าอยู่
เราก็ถาม "เกิดอะไรขึ้น" แม่ก็บอก "เขาตบผู้หญิงไง"
"อะไรนะ จริงเหรอ"
"มันฉายไม่ได้ แต่เขาตบผู้หญิง"
ถ้าคุณเป็นคนรักหนัง
คุณก็จะไปดูหนังที่สนใจอยากดู
ปาเข้าไปกลางเรื่องนั่นแหละ เราถึงจะสังเกตว่า
"ไม่มีคนดำในหนังเรื่องนี้เลย"
คุณก็แค่กินป็อปคอร์นไป แล้วก็แบบ
"นี่ฉันคิดไปเอง หรือเรื่องนี้ไม่มีคนดำเลย"
"เรื่องนี้ไม่มีคนดำจริงๆ" "โอเค"
เราอยากเห็นตัวเอง
ในบางแง่น่ะ
ใช่ เพราะอย่างที่บอก ตอนผมยังเด็กๆ
คนดำในหนัง เรามีแค่สเตปปิน เฟตชิต
หาอะไรอยู่น่ะ
ไปเรียนตัดผมมาจากไหน
วิลลี่ เบสต์
อัลฟัลฟา, บัควีต, สไตมี่
แต่ผมก็ยังอยากเป็นพวกเขา
ไง บัควีต
ผมไม่รู้จักเด็กผิวดำที่ได้เล่นกับเด็กขาวเลย
สนิทกันยิ่งไม่ต้องพูดถึง แบบได้ไปบ้านเขา
หรือเขามาบ้านเรา มาทำอะไรด้วยกัน
แก๊งเรานี่คุยกันแบบว่า "ว้าว บ้านพวกนั้นอยู่ไหนเนี่ย"
ผมโตมากับการแบ่งแยก
ตั้งแต่ผมพูดได้ เดินได้ รู้จักมอง เข้าใจสิ่งต่างๆ
โลกมันก็แบ่งแยก
แต่เวลาผมไปดูหนัง หนังคือเรื่องจินตนาการ
เวลาผมไปดูหนัง ผมกลับบ้าน แล้วผมก็อยากเป็นโจรสลัดที่ได้ดู
แต่…
ผมอยากเห็นคาวบอยดำ
เรามีเรื่องให้เล่าเยอะมาก
เราแค่อยากเห็นพวกเรา มีตัวตนในทุกรูปแบบมากขึ้น
ฉันคิดว่านั่นเป็นความท้อแท้ ที่เหมือนๆ กันในหมู่เพื่อนร่วมงาน
เราแค่อยากเห็นตัวเราเป็นเด็ก หรืออยู่ในหนังไซไฟอะไรสักอย่าง
ผมว่าผมก็เหมือนคนทั่วไป
ผมเข้าถึงหนังในแบบที่คุณเข้าถึงความฝัน
ขณะที่เพลิดเพลินกับภาพที่ได้เห็น
ผมก็คิดภาพไปด้วย
อาจจะพยายามนึกภาพตัวเองอยู่ในจอ
ตอนเป็นเด็กเล็กๆ ฉันได้เห็นแต่คนที่ไม่เหมือนฉันเลยในหนัง
ฉันเลยไม่ได้เชื่อจริงๆ ว่า ฉันจะมีวันเป็นนักแสดงได้
จนฉันได้เห็นแฮร์รี่ เบลาฟอนเต กับโดโรธี แดนดริดจ์ใน "คาร์เมน โจนส์"
ตอนได้เห็นสองคนนั้น ฉันกบอก "ว้าว
บางทีฉันก็อาจเป็นนักแสดงได้"
โดโรธี แดนดริดจ์ได้แสดงประกบคู่ในสามเรื่อง
กับคนที่ได้เป็นดาวดังในทุกวงการ
ยกเว้นวงการเดียวที่เขามีคุณสมบัติที่สุด
ภาพยนตร์
นั่นคือแฮร์รี่ เบลาฟอนเต
แดนดริดจ์เทียบชั้นเบลาฟอนเตได้ ในด้านพรสวรรค์และการเข้าอารมณ์
มีเพียงการเหยียดผิวอย่างเด่นชัด ที่บดบังสายตาทุกคน
จนไม่เห็นเสน่ห์ที่ปรับเข้าหากันของทั้งคู่
ทำให้พวกเขาไม่ได้มีผลงานคู่กันในจอมากกว่านี้
ความสำเร็จของเบลาฟอนเตในฐานะนักร้อง เริ่มจากการฝึกฝนในฐานะนักแสดง
เขานำลักษณะท่าทาง ของนักเล่าเรื่องมาใช้กับดนตรี
ตัวตนที่เหนือธรรมดาของเขา ความมั่นใจในความแข็งแรงเหมือนนักกีฬา
และความเข้าอารมณ์ในการแสดง
บ่งบอกถึงพรสวรรค์ในจอของเขาได้ทันที
แต่เขาต้องทนสู้กับระบบ ที่ไม่เพียงแค่ไม่รู้วิธีใช้งานเขา
แต่ยังกลัวเขามากอีกด้วย
จนเขาไม่ได้ใช้เสียงร้องเพลง ของตัวเองในเรื่อง "คาร์เมน โจนส์"
ดังนั้น เมื่อปี 1959
เขาจึงตอบโต้ด้วยการสร้างโปรเจกต์ ที่นำตัวผู้กำกับโรเบิร์ต ไวส์
นักแสดงเอ็ด เบ็กลีย์ ซึ่งทั้งคู่ได้รางวัลออสการ์ในไม่กี่ปีต่อมา
ขึ้นบัญชีดำกับนักเขียนบทเอบ โพลอนสกี้
และเดอะโมเดิร์นแจ๊ซควอร์เท็ต
"ออดส์อะเกนสต์ทูมอร์โรว์" เป็นสิ่งที่น่าทึ่งในยุคนั้น
และการที่ผมได้รับโอกาสนั้น
ได้สร้างหนังแบบนั้น
มันก็มีความหมายกับผมมาก
ผู้กำกับ โรเบิร์ต ไวส์)
ไง สุดหล่อ เป็นไงบ้าง
บัคโก้อยากเลี้ยงเหล้าคุณ
ผมก็อยากซื้อรถใหม่สวยๆ ให้คุณ
"ออดส์อะเกนสต์ทูมอร์โรว์" เป็นหนังที่ลืมไม่ลง
No comments yet. Be the first to leave one.