Planet Earth

Planet Earth

Thai उपशीर्षक डाउनलोड करें

रिलीज़ जानकारी

BBC: Planet Earth - EP04 Caves - OCR
टिप्पणी द्वारा tre2004
runtime 00:50:50

टैग

other
प्रकाशित: 2018-11-06
डाउनलोड: 32
श्रवण बाधित: No

Thai उपशीर्षक पूर्वावलोकन

पहली 200 पंक्तियाँ।

BBC.Planet Earth.EP04.Caves - OCR 23.976 fps runtime 00:50:50

นี่คือสุดเขตแดน อีกแห่งหนึ่งของโลกเรา

ดินแดนภายใต้ผืนโลก

ที่มีแต่ผู้กล้าที่สุด ที่จะกล้าดั้นด้นไปถึง

ภายใต้ฝ่าเท้าเรา

ยังมีโพรงถ้ำทอดยาว ไม่รู้กี่ไมล์ต่อกี่ไมล์

ถ้ำนกนางแอ่นในเม็กซิโก มีความลึกถึง 400 เมตร

ซึ่งลึกพอที่จะใส่

ตึกเอ็มไพร์สเตททั้งตึก ลงไปได้มิด

นี่คือปล่องถ้ำ ที่ใหญ่ที่สุดในโลก

และก้นปล่องนี้ก็เพิ่งมีคน ลงไปสำรวจครั้งแรก

เพียงแค่ 2 ปีก่อนที่มนุษย์ จะไปถึงดวงจันทร์

ทุกวันนี้โพรงถ้ำต่างๆ

ยังคงเป็นที่ ที่มีการสำรวจน้อยที่สุด

แต่ถึงอย่างไร มนุษย์เราก็ไม่ใช่พวกแรก

ที่ได้ก้าวเข้าสู่สถานที่ อันมืดมิดชื้นแฉะนี้

ที่นี่เป็นที่อยู่ของสัตว์ ซึ่งแปลกประหลาด

และเป็นที่รู้จัก น้อยที่สุดในโลก

แสงดวงน้อยเหล่านี้ สร้างขึ้นโดยสัตว์นับพันๆ ตัว

สัตว์แต่ละชนิดที่อยู่ในถ้ำ

ต้องหาทางรับมือ กับความมืด

แต่ที่นิวซีแลนด์

สัตว์บางชนิดก็หาประโยชน์ จากความมืดได้

เส้นใยไหม นับร้อยนับพันเส้น

ห้อยเป็นสายระย้าลงมา จากเพดานถ้ำเต็มไปหมด

เส้นใยเหล่านี้สวยงาม

แต่แฝงไปด้วย เจตนาอันร้ายกาจ

นี่คือ หนอนเรืองแสง

มันจับเหยื่อ โดยหย่อนเส้นใยไหม

มาดักเหมือนตกปลา

ใยไหมนี้ผลิตจากต่อม ในปากของหนอนเรืองแสง

และฉาบไปด้วย หยดเมือกเหนียว

พวกมันแต่ละตัว

จะผลิตใยไหมออกมา หลายสิบเส้น

เมื่อติดใยไหมเสร็จแล้ว

หนอนเรืองแสงจะห้อยตัว อยู่ในเปลญวนที่เป็นเยื่อเมือก

และรอคอย เหมือนนักตกปลาที่ใจเย็น

แต่หนอนเรืองแสง ไม่ได้อาศัยโชคอย่างเดียว

ดวงแสงสีฟ้านี้เกิดจาก ปฏิกิริยาเคมี

ภายในแคปซูลพิเศษ ที่อยู่ตรงส่วนก้นของมัน

ก้นของมัน มีดวงแสงเรืองรอง

ซึ่งใช้เป็นเครื่องดึงดูด ล่อเหยื่อเข้ามา

พวกแมลงบินเข้าหาแสง อย่างอดใจไม่ได้

และแล้วก็ติดกับดัก เส้นใยเหนียวนั้น

เมื่อติดกับแล้ว มันไม่มีทางหนีรอด

ตอนนี้ตัวหนอนก็เพียงแค่ สาวใยกลับมา

และค่อยๆ กลืนกินเหยื่อ ทั้งเป็น

การดักกินแมลง ที่ฟักตัวในถ้ำนี้

ทำให้หนอนเรืองแสง สามารถแก้ปัญหาใหญ่

ซึ่งสัตว์ที่อยู่แต่ในถ้ำ จะต้องประสบ

นั่นคือการหาแหล่งอาหาร ที่มีให้กินได้เรื่อยๆ

หินชนิดที่ทำให้เกิด มีโลกใต้ดินนี้ขึ้นมาได้

คือหินปูน

โพรงถ้ำทั่วโลก ล้วนพบอยู่ในภูเขาหินปูน

ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ 10% ของพื้นผิวโลก

หินปูนประกอบด้วยแร่ธาตุ

ที่ได้จากกระดองสัตว์น้ำ และปะการัง

ดังนั้นแม้ว่าภูเขาหินเหล่านี้ ในอเมริกา

จะอยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเล หลายร้อยเมตรในเวลานี้

แต่ที่จริง พวกมันก่อตัวจากใต้ทะเล

หมู่หอคอยหินปูน แห่งอ่าวฮาลองในเวียตนาม

คืออนุสรณ์ ที่เชื่อมโยงกับทะเล

แต่เดิมพื้นที่ทั้งหมดนี้

เคยเป็นภูเขาหินปูน ลูกใหญ่ลูกเดียว

ซึ่งเป็นฐาน ของแนวปะการัง

ในบอร์เนียว

สายฝนได้เซาะ เขาหินปูนเหล่านี้

ให้สึกกร่อนเป็นหมู่หอคอย ยอดแหลมคม

แต่พลังกัดเซาะของน้ำฝน

สามารถสร้างผลงาน ที่น่าตื่นตาตื่นใจ

ยิ่งกว่านี้ในโลกใต้ดิน

สายน้ำที่ไหลผ่านภูเขาหินปูน

ดูเหมือนมักจะหายไป อย่างไร้ร่องรอย

เมื่อกระแสน้ำมาปะทะ ฐานหินปูนส่วนที่ขวางกั้นไว้

เส้นทางเดินของน้ำก็เบนไป

เมื่อไหลลงใต้ดิน

สายน้ำจะยิ่งมีพลัง ในการกัดเซาะกว่าเดิม

ระหว่างที่ไหลไปบนผิวดิน

สายน้ำจะดูดซับ คาร์บอนไดออกไซด์จากดิน

ทำให้น้ำ มีความเป็นกรดอ่อนๆ

และตลอดหลายล้านปี กรดนี้ก็กัดกร่อนหินปูน

ทำให้เกิดโพรงถ้ำ และอุโมงค์ซับซ้อน

ซึ่งบางครั้ง ก็ทอดยาวหลายไมล์

นี่คืออุโมงค์ลำธารใต้ดิน ที่ใหญ่ที่สุดในโลก

ใหญ่จนเครื่องบินจัมโบ้ สามารถบินลอดผ่านได้

ชื่อถ้ำเดียร์เคฟ อยู่ในบอร์เนียว

ขนาดมหึมา ของถ้ำเดียร์เคฟ

ทำให้มีสัตว์บางชนิด

มารวมตัวกัน เป็นจำนวนมหาศาล

ค้างคาวปากย่น ร่วม 3 ล้านตัวอาศัยอยู่ในถ้ำ

พวกมันเกาะอยู่สูง บนผนังเพดานถ้ำ

ซึ่งกำบังพวกมัน

จากดินฟ้าอากาศภายนอก ได้อย่างดี

และยังปลอดภัย จากนักล่าด้วย

และขณะที่อยู่ในนี้

พวกค้างคาวก็ผลิต ของสำคัญบางอย่างออกมา

เนินดินสูงร่วมร้อยเมตรนี้ ก่อขึ้นจากมูลค้างคาวล้วนๆ

ผิวหน้าของมันปกคลุม ไปด้วยผืนพรมหนา

ซึ่งเป็นแมลงสาบ นับแสนนับล้านตัว

ถ้ำคือหนึ่งในถิ่นที่อยู่ ไม่กี่แห่งของโลก

ที่ไม่ได้รับแสงอาทิตย์ โดยตรง

การที่ไม่มีพืชเลย ทำให้ห่วงโซ่อาหาร

ต้องอาศัยมูลค้างคาว เป็นอาหารหลัก

แมลงสาบจะกินมูลค้างคาว

และทุกสิ่งทุกอย่าง ที่ตกลงมา

มูลค้างคาวยังเป็นอาหาร ของแมลงสาบอีกชนิด

ที่ใช้เวลาส่วนหนึ่ง คอยเกาะอยู่ตามผนังถ้ำ

และแมลงสาบนี้

ก็จะเป็นอาหาร ของตะขาบยักษ์

ซึ่งอาจจะตัวยาว ถึงกว่า 20 เซนติเมตร

น่าแปลกที่ในนี้ก็มีปูด้วย พวกมันคุ้ยมูลค้างคาว

เพื่อหาส่วน ที่เป็นสารอาหารมากิน

สัตว์เหล่านี้ ใช้ชีวิตทั้งชีวิตอยู่แต่ในถ้ำ

พวกมันต้องอาศัยพึ่งพิง กากอาหารย่อยแล้ว

ซึ่งค้างคาวนำมาจาก โลกภายนอก

ตกเย็นทุกวัน ตลอด 2 ชั่วโมง

ค้างคาวทั้ง 3 ล้านตัวจะบิน ออกจากถ้ำที่ปลอดภัย

เพื่อไปล่าแมลง ในป่าภายนอก

แต่ไม่ใช่ว่าทุกตัว จะได้กลับมา

ขณะที่บินออกจากถ้ำ

ฝูงค้างคาวก็เกาะกลุ่มกัน

เป็นเป็นรูปวงแหวน เหมือนโดนัท

กงล้อที่หมุนวนนี้

ดูจะทำให้เหยี่ยวท้องแดง สับสนได้

แต่พวกมันก็ยังต้องผ่าน ด่านจู่โจมของเหยี่ยวอีกชนิด

ซึ่งเป็นเหยี่ยวนักล่า ที่เชี่ยวชาญกว่ามาก

เหยี่ยวเพเรกริน และเหยี่ยวค้างคาว

คือเครื่องบินไอพ่น ประจัญบานในโลกของนก

ถ้าแสงยิ่งหมดไป การล่าเหยื่อจะลำบาก

เหยี่ยวค้างคาวจึงเกี่ยว ปีกเหยื่อที่จับได้เอาไว้

แล้วก็บินกลับไปจับเพิ่มอีก

ค้างคาวตัวไหน ที่พลัดแยกออกมาจากฝูง

จะกลายเป็นเป้า ที่เห็นเด่นชัด

และถูกจับตัวได้ง่าย

แต่การล่าค้างคาวยามค่ำนี้

แทบไม่ส่งผลต่อ จำนวนค้างคาวโดยรวม

พอถึงรุ่งเช้า ค้างคาวส่วนใหญ่

ก็จะได้บินกลับถ้ำ อย่างปลอดภัย

สมาชิกประเภทไปกลับ ของถ้ำในบอร์เนียว

ไม่ได้มีแต่ค้างคาวเท่านั้น

ยังมีพวก ที่หากินกลางวันด้วย

หลังจากที่หากิน มาตลอดช่วงกลางวัน

พวกมันก็ต้องอาศัย การส่งเสียง

เพื่อหาทางกลับเข้าถ้ำ ท่ามกลางความมืด

พวกนี้คือนกนางแอ่นถ้ำ

พวกมันอาศัย เสียงสะท้อนช่วยนำทาง

เช่นเดียวกับค้างคาว

มนุษย์เราต้องอาศัย แสงสว่างเพื่อมองทาง

แต่ในความมืดสนิท

นกนางแอ่นถ้ำ สามารถค้นหารัง

ของพวกมันแต่ละตัวได้ โดยไม่ผิดพลาด

ทั้งที่รังนั้นใหญ่ แค่ไม่กี่เซ็นติเมตร

นี่เป็นทักษะอันน่าทึ่ง ซึ่งเราก็ยังคงไม่เข้าใจถ่องแท้

นกเหล่านี้มีความพิเศษ อีกอย่างหนึ่ง

รังเล็กๆ รูปถ้วยของพวกมัน

สร้างขึ้นด้วยเส้นใย จากน้ำลายล้วนๆ

กว่าจะสร้างรังได้แต่ละอัน ต้องใช้เวลากว่า 30 วัน

รังนกเหล่านี้ เป็นสิ่งมีค่ามาก

ซึ่งไม่ใช่แค่เฉพาะ สำหรับพวกนก

เป็นเวลา 500 ปีแล้ว

ที่มนุษย์คอยตามเก็บ รังนกนางแอ่นเหล่านี้

นี่เป็นอาชีพที่เสี่ยงมาก

เพราะพวกเขาไม่มีอุปกรณ์ เพื่อความปลอดภัยเลย

คนเก็บรังนกมีเพียงบันได ที่ทำจากเถาวัลย์

เพื่อใช้ไต่ขึ้นไป สู่จุดสูงสุดของถ้ำ

ซึ่งมักสูงจากพื้นดิน กว่า 60 เมตร

งานนี้อาจจะมีอันตราย อย่างยิ่ง

แต่ผลตอบแทน ก็มากมายเช่นกัน

รังนกนางแอ่นถ้ำ สีขาวสะอาด

เป็นส่วนประกอบหลัก ของซุปรังนก

และมีราคาแพง ราวกับแร่เงิน

เมื่อเทียบน้ำหนัก กรัมต่อกรัม

ทันทีที่รังถูกคนเอาไป

นกก็จะสร้างรัง อันใหม่ขึ้นทันที

ดังนั้นถ้าหากมีการควบคุม การเก็บรังนกอย่างเหมาะสม

นิคมนกนางแอ่น ก็จะเติบโตต่อไปได้

ถ้ำในบอร์เนียวจัดอยู่ ในกลุ่มถ้ำที่ใหญ่ที่สุดในโลก

และถ้ำเหล่านี้ ก็ยังคงใหญ่ขึ้น

เพราะทุกปีน้ำฝนก็ยังคง กัดเซาะหินปูนออกไปเรื่อยๆ

แต่สายน้ำในถ้ำ ใช่ว่าจะกัดเซาะอย่างเดียว

น้ำยังสร้างบางสิ่งได้

น้ำนี้เต็มไปด้วย หินปูนละลาย

และเมื่อกระทบ กับอากาศในถ้ำ

หินปูนบางส่วนก็ตกผลึก เป็นแร่แคลไซท์

ผลึกแคลไซท์ ก่อตัวพอกพูนขึ้น

กลายเป็นแท่งประดับประดา ห้อยจากเพดานถ้ำ

เรียกว่า หินย้อย

น้ำแต่ละหยดทิ้งแร่แคลไซท์ ไว้เป็นผลึกเล็กนิดเดียว

เมื่อเวลาผ่านไป

กระบวนการนี้ก็ก่อเกิด ผลลัพธ์อันวิจิตรตระการตา

แต่ถ้าน้ำไหลหยด ผ่านเพดานอย่างรวดเร็ว

ผลึกแคลไซท์ก็จะมาจับตัว อยู่ที่พื้นถ้ำแทน

ซึ่งเรียกว่า หินงอก

ลักษณะการไหลของน้ำ และกระแสลม

ทำให้หินงอกหินย้อย มีสารพัดรูปแบบต่างกันไป

แต่ทั้งหมดล้วนเกิดจาก กระบวนการเดียวกัน

คือการที่หินปูนละลาย ตกผลึกจับตัวกันอย่างช้าๆ

และเมื่อหินงอกหินย้อย มาพบเจอกัน

ก็จะกลายเป็นเสาหิน

หินงอกหินย้อย อย่างในถ้ำคาร์ลสแบ็ด

More Thai subtitles for Planet Earth

टिप्पणियाँ

No comments yet. Be the first to leave one.

Keep it about this subtitle — sync, quality, typos.500 characters left