Worst Neighbor Ever

Worst Neighbor Ever

Muat Turun Sari Kata Thai

Musim 1

Maklumat siaran

Worst Neighbor Ever S01 Fear Thy Neighbor WEBRip Netflix th
Ulasan oleh thelasthope

Tag

webdl
Diterbitkan pada: 2026-08-01
Muat Turun: 1
Masalah Pendengaran: No

Pratonton sari kata Thai

200 baris pertama.

เราตกหลุมรักบ้านหลังนี้และย่านนี้ด้วย

มันเหมือนทุกอย่างที่เราหวังไว้

แต่แล้วทุกอย่างก็เปลี่ยนไป

โอ๊คแลนด์ อิเมอร์เจนซี 21 รับแจ้งเหตุค่ะ

ครับ เพิ่งมีเหตุยิงกันหน้าบ้านผม

ไอ้หมอนี่มันยิงกราดไปทั่วย่านเลย

มีใครโดนยิงไหมคะ มีใครต้องการการรักษาพยาบาลไหม

ผมไม่รู้ ผมวิ่งเข้าบ้านมาโทร 911

สัญญาณทุกอย่างบ่งบอกอยู่แล้วว่า นี่กำลังจะกลายเป็นปัญหาใหญ่

ผมไม่รู้ว่ามีใครบาดเจ็บไหม มันแย่มาก

หมอนั่นยิงไม่ยั้งเลย

ไม่มีใครรู้ว่าคำขู่พวกนั้นร้ายแรงแค่ไหน

เขากลับมาอีกแล้ว

ไอ้คนเดิมที่คอยคุกคามเพื่อนบ้านผม มาหลายเดือนแล้ว

แล้วตอนนั้นนรกก็แตก

เราบอกพวกคุณเรื่องนี้มาตลอด

ไมลส์กับฉันเลือกบ้านหลังนี้ ด้วยเหตุผลที่เจาะจงมาก

เวลาคิดจะซื้อบ้านหลังแรก เราจะคิดว่า

"ฉันอยากอยู่ในย่านที่เดินไปบ้านข้างๆ

แล้วขอยืมข้าวหรือน้ำตาลได้"

ที่ที่ลูกๆ ของเราออกไปเล่นข้างนอกได้

หรือเล่นในสนามหน้าบ้าน บนถนนกับลูกๆ ของเพื่อนบ้าน

แล้วก็เติบโตแก่เฒ่าไปด้วยกัน

(เมลิน่า โอ๊คแลนด์ แคลิฟอร์เนีย)

และเราก็อยากอยู่ในชุมชนคนผิวสี

เราเลยย้ายมาอยู่แถวอีสต์มอนต์ฮิลส์

อีสต์มอนต์กับอีสต์มอนต์ฮิลส์เป็นย่านที่มีเอกลักษณ์

มันเป็นชนชั้นกลางแบบชนชั้นกลางจริงๆ

คนจากซานฟรานซิสโกจะพูดกันว่า

"นี่ อีสต์มอนต์ฮิลส์ เป็นย่านที่คนกำลังมองหาเลยนะ

ย้ายไปอยู่ย่านนี้กันเถอะ"

จากที่เคยอยู่แค่อะพาร์ตเมนต์ ก็ได้มีบ้านเป็นของตัวเองจริงๆ

แม้ไม่ใช่ย่านที่ดีที่สุด แต่ก็ไม่ใช่ย่านที่แย่ที่สุด

แล้วไมลส์กับเมลิน่าก็ย้ายเข้ามาอยู่ที่นี่

ตุลาคม 2017 เราปิดการซื้อขายบ้าน เสร็จสมบูรณ์ แล้วย้ายเข้าไปอยู่

แล้วก็รวมครอบครัวเข้าด้วยกัน

ไมลส์กับลูกสามคนของเขา

แล้วก็ฉันกับอิซาเบลลา ลูกสาวของฉัน

เพื่อนบ้านติดกันของเรา รวมถึงบางบ้านฝั่งตรงข้าม

เป็นครอบครัวที่อยู่ที่นี่มานานกว่า 20 ปีแล้ว

บ้านผมอยู่ฝั่งตรงข้ามบ้านของไมลส์กับเมลิน่า

อีสต์มอนต์เป็นย่านแรงงาน คนจะออกไปทำงานทุกวัน

พวกนักดับเพลิงและครอบครัวผู้อพยพ หลายครอบครัวอาศัยอยู่ในย่านเรา

ทุกคนจะมาสังสรรค์กัน

ไมลส์กับเมลิน่าอยู่ฝั่งตรงข้ามบ้านผม

เราชอบย่านนี้เพราะมันดูค่อนข้างเงียบสงบ

ดูเหมือนเป็นชุมชนที่เหนียวแน่นมาก

นั่นแหละสิ่งที่เรามองหาเป็นหลัก

ไมลส์มองเห็นศักยภาพของบ้านหลังนี้ชัดเจน

มันเป็นแปลงหัวมุม ขนาดที่ดินก็กำลังดี

เขาคิดว่าอีกไม่กี่ปี

พวกเขาจะขายบ้านหลังนี้ และขยับฐานะขึ้นได้

ไมลส์เป็นลูกคนเดียวของฉัน เป็นลูกชายคนเดียว

บางครั้งฉันก็ท้วงเขา

เพราะสำหรับฉัน ย่านนี้ดูไม่ค่อยปลอดภัย

ฉันกับไมลส์เจอกันที่ทำงาน เดือนพฤษภาคม ปี 2013

ตอนฉันเริ่มทำงานที่เวลส์ฟาร์โก

ตอนนั้นฉันเป็นพนักงานขายตัวท็อป

ไมลส์ทำงานที่สาขานั้นมา 11 ปีแล้ว

เขาทำให้ฉันนึกถึงครอบครัวของฉันมาก

และนึกถึงครอบครัวคนฝั่งอีสต์โคสต์จากนิวยอร์ก

ไมลส์เป็นชาวนิวยอร์กเต็มร้อยเลยค่ะ

เขาเป็นคนสร้างสีสันในงานปาร์ตี้ คุยกับทุกคน

ต่อให้คุณไม่อยากคุย เขาก็จะคุยกับคุณอยู่ดี

เขาเป็นคนแบบที่ยืนอยู่แถวแคชเชียร์

คุยกับพนักงานคิดเงินจนอีกฝ่ายต้องคุยตอบ

ฉันเจอเมลิน่าครั้งแรกที่โบสถ์ในปี 2011

ฉันเหมือนน้องสาวที่คอยปกป้องเธอ

เมลิน่า ฉัน แล้วก็ผู้หญิงอีกสองคน

อยู่ในกลุ่มแชตเดียวกัน คุยกันทั้งวัน

เมลิน่าเล่าว่าเธอเจอผู้ชายคนหนึ่งที่ที่ทำงาน

และเธอก็คิดว่าเธอชอบเขามาก

เธอพูดถึงไมลส์แทบจะวันเว้นวัน

ฉันก็แบบ "โอเค"

แล้วก็ส่งอีโมจิกลอกตาให้เธอ

สุขสันต์วันเกิดครบ 100 ปีนะครับ คุณยาย จากหลานชายคนโปรดของยายนะ

มิกกิตี้ มิกกิตี้ ไมลส์

เย่

ไมลส์พูดทุกอย่างที่คิดตรงๆ เลยครับ

เขาเป็นคนตลกสุดๆ

เขาเป็นคนที่น่าสนใจมาก เขาเคยไปเรียนโรงเรียนประจำ

แล้วก็สนับสนุนโอ๊คแลนด์เต็มที่ สนับสนุนคนดำเต็มที่

เขาเป็นทุกอย่างที่ว่ามาเลย

เขามีความมั่นใจในตัวเองแบบที่ไม่มีใครเทียบได้

แต่ก็ถ่อมตัวมาก

หลังจากหย่าครั้งแรกกับพ่อของอิซาเบลลา ฉันแทบไม่ได้เดตกับใคร

ฉันเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยว

เพราะงั้นฉันเลยรู้ดีว่ามาตรฐานของฉันสูงมาก ในตัวคนที่ฉันต้องการ

ฉันอยากได้ผู้ชายที่มีศรัทธา

ฉันให้ความสำคัญเรื่องความหลากหลายด้วย

ต้องชอบกีฬาด้วย

และก็ช่วยเหลือรับใช้ชุมชนที่ตัวเองอยู่

ไมลส์ก็เลยเหมือนจิ๊กซอว์ที่ขาดหายไปเลยค่ะ

หน้าร้อนปี 2017 เราก็เริ่มคุยกันว่า

"ตอนนี้เรากำลังทำอะไรอยู่" อะไรแบบนั้น

แล้วสองเดือนต่อมา

เราก็ซื้อบ้านและย้ายมาอยู่ด้วยกัน

จากนั้นก็ไปแต่งงานกันที่ลาสเวกัส

บ้านของเราเป็นบ้านสไตล์ทิวดอร์ปี 1929 ที่สวยมาก

มันมีทุกอย่างที่ฉันอยากได้เลยค่ะ

เตาผิงดั้งเดิม ลวดลายปูนปั้นแกะสลัก

พื้นไม้เดิม

เราตกหลุมรักบ้านหลังนี้

ฉันจำได้ว่าเราซื้อ

ตุ๊กตาและการ์ดให้เด็กแต่ละคน แล้วเอาไปวางไว้บนหิ้งเตาผิง

เราตื่นเต้นมากที่ได้ใช้ชีวิตร่วมกัน

ไม่นานหลังจากย้ายมา เราก็ได้รู้จักเพื่อนบ้าน

บ้านติดกันทางซ้ายของเราคือครอบครัวโธมัส

มีพ่อกับแม่ และลูกชายโตแล้วสองคน

พวกเขาดูเหมือนคู่สามีภรรยาสูงวัยที่ขยันทำงาน

แพทริเชียกับวอลเตอร์ เลี้ยงลูกชายสองคนมาในบ้านหลังนั้น

พวกเขาเช่าบ้านนั้นมานานเกือบ 30 ปีแล้ว

ลูกชายคนโตของพวกเขาชื่อวอลเตอร์ จูเนียร์

แล้วก็จามาล หรือที่รู้จักในชื่อเจที

เจทีอาศัยอยู่ในโรงรถที่แยกออกไปด้านหลังบ้าน

ผมจำได้ว่าไมลส์เล่าว่า พวกเขาเพิ่งได้รู้จักเพื่อนบ้าน

แล้วก็คิดว่าพวกเขาเจ๋งมาก

เขารู้สึกมั่นคงและปลอดภัยมาก

เพราะคนในย่านนั้นอยู่กันมานานมากแล้ว

ฉันจะเห็นแม่ของเขาเข้าๆ ออกๆ

เธอเป็นคนอ่อนโยนมากเสมอ

เธอผมทำเรียบร้อยตลอด

แต่งตัวดี ดูแลตัวเองดี สุภาพมากตลอด

เธอจะลดกระจกรถตอนอยู่บนทางเข้าบ้าน

แล้วทักทาย บอกลา

เจทีมักจะอยู่แถวๆ นั้นหรือไม่ก็เดินไปเดินมา

เพราะเขาไม่ได้ทำงาน

ก็เลยออกมาเดินเล่น ใช้เวลาไปวันๆ

ถ้าเขามาเคาะประตู หรือเดินมาใกล้บ้านเรา

นั่นเพราะเขามาหาไมลส์

เขาจะพูดว่า "หวัดดี ไมลส์อยู่ไหม"

หรือ "ช่วยบอกไมลส์หน่อยว่าผมอยู่ข้างนอก ออกมาคุยกันหน่อย"

เขาสุภาพ เป็นมิตรเสมอ

ถ้าไมลส์ออกมาทำสวน

เขาก็จะถามว่า "ขอช่วยงาน แลกกับค่าจ้างนิดหน่อยได้ไหม"

แล้วไมลส์ก็จะให้เงินเขาไปเล็กน้อย

เจทีเป็นคนของย่านนี้เลยครับ

ผู้คนในย่านนั้นคือที่พึ่งของเขาเลย

สิงหาคม 2019 เราเริ่มเห็นครอบครัวโธมัส

เอาเฟอร์นิเจอร์จำนวนมาก มาวางบนทางเท้าหน้าบ้าน

เพราะไมลส์เป็นคนแบบนั้น เขาเลยเดินไปถาม

"เฮ้ เกิดอะไรขึ้น"

แพทริเชียน้ำตาคลอ เธอดูหนักใจมาก

เธอบอกว่าเจ้าของบ้านที่พวกเขาเช่าอยู่ เสียชีวิตแล้ว

ตอนนี้ลูกๆ ของเจ้าของบ้าน กำลังขายทรัพย์สินทั้งหมดในทรัสต์

"เราเลยโดนให้ย้ายออก"

เธอบอกว่าเธอจะไปพักอยู่บ้านเพื่อน

แต่ยังไม่แน่ใจว่าลูกชายของเธอจะทำยังไงต่อ

ฉันเสียใจมากที่ได้ยินแบบนั้น

มันไม่ได้รู้สึกดีเลย

หลังจากครอบครัวโธมัสย้ายออก แล้วบ้านถูกถอดออกจากตลาด

ไมลส์ได้เจอเจ้าของใหม่ เจอคนใหม่ๆ

เขาเลยไปแนะนำตัวกับเจ้าของใหม่

พวกเขาบอกว่าจะรีโนเวตบ้านเพื่อขายต่อ

แล้วอาจจะพักการขายไว้ก่อนจนถึงฤดูใบไม้ผลิ

ราวสองเดือนหลังจากพวกเขาย้ายออก และบ้านถูกขายไปแล้ว

เราเห็นเจทีกลับเข้าไปในบ้าน

ใช้ทางรถเข้า แล้วไปนอนในโรงรถอีกครั้ง

ฉันก็คิดว่า "เขาไปทำอะไรที่นั่น"

ผมเริ่มสังเกตเห็นจามาล กลับไปที่บ้านหลังเก่าของเขา

เห็นเขาแอบเข้าไปในสวนหลังบ้าน

เขาเข้าไปอยู่โดยพลการ

วันหนึ่ง เจ้าของใหม่มาเห็นที่นอนของเจที กับถุงของบางอย่าง

ในบ้านหลังเล็กด้านหลังที่เขาเข้าไปนอน

แล้วพวกเขาก็สังเกตว่ารั้วที่เพิ่งทำไว้

ถูกถอดออก

ไมลส์เองก็ยืนยันกับพวกเขาว่า

"ใช่ บางครั้งเราก็เห็นเจทีที่เคยอยู่ที่นี่"

พวกเขาก็บอกว่า "ถ้าเห็นเขาอีก

หรือมีอะไรเกิดขึ้น ช่วยบอกเราด้วย

เพราะไม่ควรมีใครมาอยู่ในบ้านนั้น"

พวกเขาเริ่มพยายามเอาไม้กระดาน ไปปิดบริเวณด้านหลังที่เจทีเข้าไปนอน

ฉันว่านั่นแหละที่ทำให้เขาโกรธ

เรานึกว่าเขาจะยอมไปดีๆ

แต่เขาไม่ยอมไป เพราะคืนวันขอบคุณพระเจ้าคือคืนแรก

ที่เรามีเรื่องกับเขา

ตอนนั้นเราเพิ่งจัดโต๊ะเสร็จ

แล้วก็นั่งกินมื้อค่ำกับแม่และป้าของฉัน

จู่ๆ ก็มีคนมาทุบและเตะประตูหน้าบ้าน

พอฉันเปิดประตู ก็เห็นเป็นเจที

เขาพูดลิ้นพันกัน

แต่ดูโกรธมากและอารมณ์เสียมาก

เหมือนเจทียืนอยู่ตรงนั้น แต่ก็เหมือนไม่ใช่เขา

เราไม่เคยเห็นเขาเป็นแบบนั้นมาก่อน

มันเลยทำให้เราคิดทันทีว่า เขาคงเมายาหรือเมาเหล้าแน่ๆ

เขาพูดว่า "หมาของนายรบกวนฉัน"

เขาหมายถึงเจ้ามาโช หมาตัวใหญ่ที่เราเลี้ยง

แล้วเขาก็บอกว่า "มันชอบชนผนัง มันรบกวนฉัน"

ไมลส์ก็เลยตอบว่า "ไม่ใช่ อย่างแรกเลยนะ

ตอนนี้มันไม่ได้อยู่ในสวนหลังบ้าน

อย่างที่สอง นายไม่ควรอยู่ที่นี่

นายไม่ได้อยู่ที่นี่แล้ว"

จากนั้นทั้งคู่ก็เถียงกันต่อ

แล้วไมลส์ก็บอกว่า "ออกไปจากบ้านฉัน"

ฉันกับไมลส์ก็สงสารเขานะ ชีวิตเขาเหมือนพังทลายหมดแล้ว

เขาถูกไล่ออกจากบ้าน ไม่มีที่ไป

เหมือนพายุปัญหาถาโถมใส่เขาพร้อมกัน

แล้วประมาณตีสองตีสาม

กริ่งหน้าบ้านก็ดังขึ้น

มีคนมาทุบและเตะประตู

More Thai subtitles for Worst Neighbor Ever

Komen

No comments yet. Be the first to leave one.

Keep it about this subtitle — sync, quality, typos.500 characters left