The Eastwood Factor

The Eastwood Factor

د Thai ژباړه ډاونلوډ کړئ

د خپرونې معلومات

The Eastwood Factor 2010 Extended Version WEBRip iTunes th
The Eastwood Factor 2010 Extended Version WEB-DL iTunes th
د لخوا تبصره Ferdi125

تګونه

webrip
web
BRip
Web-DL
web-dl
WEB-DL
په خپور شو: 2021-09-20
ډاونلوډونه: 7
د اوریدلو معیوبیت: No

د Thai سرليکونو مخکتنه

لومړۍ 200 کرښې.

โจฮันเนสเบิร์ก แอฟริกาใต้

ฤดูใบไม้ผลิ ปี 2009 คลินท์ อีสท์วูดส์กำกับ "อินวิคตัส"

เรื่องราวของเนลสัน แมนเดลา ที่สนับสนุนทีมรักบี้

ให้เข้าชิงถ้วยเวิลด์คัพในปี 1995

เพื่อยุติการแบ่งแยกสีผิว ที่ยืดเยื้อยาวนาน

ในประเทศสุดรักของเขา

มันคือเรื่องราวที่สร้างแรงดลใจ

ทุกคนรู้ดีถึงประวัติ ของเนลสัน แมนเดลา

แต่ประวัติในส่วนนี้ของเขา เป็นส่วนที่ไม่ค่อยมีใครคุ้นเคย

"อินวิคตัส" ที่มีมอร์แกน ฟรีแมนและ แม็ตต์ เดมอนนั้นพูดถึงความปรองดอง

แนวคิดของชายคนนึง ที่ทำให้คนในชาติปรองดองกันได้

เขาถ่ายทำในสนามกีฬา ที่ใช้แข่งเวิลด์คัพรอบชิง

ทีมสปริงบอกส์ของแอฟริกาใต้ กับทีมออลแบล็กส์ของนิวซีแลนด์

ซึ่งได้ชื่อจากชุดแข่งสีดำล้วน

ที่ขาดหายไปคือคนดูกลุ่มใหญ่

ซึ่งจะถูกเติมเต็มด้วย สเปเชียลเอฟเฟคท์นับร้อยช็อต

รักบี้เป็นกีฬาของคนขาว

แรงดลใจของแมนเดลาคือ สร้างประเทศหลากเชื้อชาติขึ้นมา

โดยให้ประชาชนส่วนใหญ่ที่เป็นผิวดำ หันมาเอาใจช่วยทีมรักบี้ซึ่งมีสมาชิก

เป็นคนขาวผู้เคยกดขี่ข่มเหงตน

เหมือนเช่นเคย คลินท์คือผู้กำกับที่เข้าไปคลุกวงใน

เขาทำแบบนี้มาตั้งแต่ปี 1971

นี่เป็นหนังเรื่องที่ 29 ที่เขากำกับ

กว่า 30 ปีที่วอร์เนอร์ บราเธอร์ส คลินท์มีผลงานหนัง 34 เรื่อง

หลายเรื่องเป็นหนังแอ็คชั่น

แต่หลายเรื่องก็ไม่ใช่ มันมีทั้งหนังโรแมนติก หนังตลก

และหนังที่แฝงไว้ด้วยโศกนาฏกรรม

เขาทำตามสัญชาตญาณและอารมณ์

ไม่ว่าจะเป็นหนังแนวไหน เขาก็ภูมิใจและพูดถึงอย่างเอ็นดู

"บ้านเกิด"

หวัดดี

เป็นไงบ้าง

ผมชอบโรงถ่ายเสมอ

วอร์เนอร์ บราเธอร์มีประวัติยิ่งใหญ่

ผมแวะเวียนมาหลายครั้งในยุค 50

เพื่อถ่ายละคร มันน่ายินดีเสมอ

มันให้ความรู้สึกถึง บ้านหลังน้อยแสนอบอุ่น

ที่โรงถ่ายแห่งนี้ วอร์เนอร์ได้ผลิต ผลงานสุดโปรดมากมายของคลินท์

"จีซาเบล" "เดอ รอร์ริ่ง ทเวนตี้ส์"

ผมโตมากับการนิยมชมชอบ หนังหลายเรื่องของวอร์เนอร์

พวกเขามียอดนักแสดงมากมาย

ล้วนแต่เป็นนักแสดง ที่ผมชื่นชมตั้งแต่ยังเด็ก

ผมชอบแค็กนีย์ เขาตัวเตี้ย มาจากตะวันออก

แต่มีพลังงานล้นเหลือเสมอ ทั้งจากภายในและภายนอก

เป็นนักแสดงที่ไร้ความกลัวใดๆ

บทบาทหนึ่งที่ผมชอบคือ "ไวท์ ฮีท"

เขาเล่นเป็นแก๊งมาเฟีย

ยิงคนที่อยู่ท้ายรถ ทั้งที่คาบน่องไก่ไว้ในปาก

อึดอัดเหรอ เดี๋ยวเจาะรูให้

ผมรักโบการ์ท

พวกนั้นไม่ปั้นเสริมเติมแต่งเขา ซึ่งเป็นสิ่งที่สุดยอด

ในตอนต้นของ "เทรเชอร์ ออฟ เซียร์รา มาเดร"

เขาโกนผมไปจนถึงด้านหลัง เขาดูเฉี่ยวสุดๆ

เริ่มต้นจาก "มัลทีส ฟัลคอน"

แล้วย้อนกลับไปสู่หนังอย่าง "เพทริฟาย ฟอเรสท์" "ไฮ เซียร์รา"

นั่นเป็นหนังแบบที่ดึงดูดใจ

เด็กหนุ่มอายุ 16-17 ในยุคนั้น

"ลาฟาเยตต์ เอสคาดริล - 1958"

ตอนเริ่มแสดงครั้งแรก ผมรับบทเป็นตัวประกอบ

พวกนั้นจะเรียกกลุ่มนักแสดงเข้ามา

โปรดิวเซอร์จะพูดว่า

"เข้ามาแสดงให้ซาบซ่า" พวกเขาว่า "เล่นให้ซาบซ่า"

ผมจะแบบว่า...

ผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าพวกเขาพูดถึงอะไร

มันยากที่จะตีความ ผมไม่เคยได้ยินคำพูดแบบนั้น

พวกเขาพยายามบอกให้ทำตัวตามสบาย

"มาเวลริค - 1959"

นั่นเป็นชั้นเชิงที่เขาเริ่มเรียนรู้ จากบทรับเชิญใน "มาเวลริค"

- เปิดไพ่เลย - รถม้ารออยู่ มาเวอแรค

- นายขายตั๋วเหรอ - เปล่า แต่นายซื้อไว้

- จริงเหรอ - ก็ใช่นะสิ

ฉันรู้ว่านายเข้าใจอะไรง่าย และก็ไม่ชอบความรุนแรง

ไปจากที่นี่กัน อย่ามีเรื่องเลย

ถูกเผงเลย อย่ามีเรื่อง

รับไป

ไม่จำเป็นต้องหยาบคาย ถึงจะเป็นชายสมชายได้

พ่อเป็นคนที่สุภาพมาก เป็นผู้ชายที่แข็งแกร่ง

พ่อสอนเสมอให้เคารพแม่

ต้องเคารพครอบครัวเสมอ ครอบครัวมีความหมายอย่างยิ่ง

นั่นไม่ได้แปลว่าพ่อไม่สู้คน

"กบฏผู้ยึดอุดมการณ์"^

คลินท์เริ่มเป็นที่จดจำจากบทราวดี้ เยทส์

ในละครทีวี "รอว์ไฮด์" อยู่ถึง 7 ปี

เขากลายเป็นดาราหนังชื่อดัง

จากหนังคาวบอย 3 เรื่อง ที่ถ่ายทำในอิตาลีกับเซอร์จิโอ ลีโอนี

"เดอร์ตี้ แฮร์รี่ - 1971"

พับผ่าสิ

"เดอร์ตี้ แฮร์รี่"

ตอนที่ผมเข้ามาทำ "เดอร์ตี้ แฮร์รี่" ในปี 1971

พวกเขามีบทหนังห้าแบบ กองรวมกันเป็นปึกใหญ่

ผมว่า "นี่มันอะไรกัน" พวกเขาว่า "นี่คือบทที่เขียนขึ้นใหม่

และสิ่งที่เราทำกับมัน กับผู้กำกับหลายคน

นักเขียนหลายคน นักแสดงหลายคนที่เกี่ยวข้อง"

ผมว่า "โอเค" ผมจึงนั่งอ่านบททั้งหมด

มันโหดสุดๆ ต้องอ่านบทห้าแบบ ที่ดำเนินไปคนละทิศทางกัน

ผมพบว่าตัวเองเริ่มสับสน กับสิ่งที่ผมชอบในบทต้นฉบับ

ผมจึงว่า "ไม่ใช่แล้วล่ะ" ผมกลับมาหาแฟรงค์ เวลล์

ผมว่า "ผมชอบบทอันแรก"

ผมว่า "ผมจะใช้บทอันแรกนั่น" เราจึงทำตามนั้น

"เดอร์ตี้ แฮร์รี่" คือหนังที่ ส่งให้เขาเป็นดาวค้างฟ้า

เหมือนหนังส่วนใหญ่ที่ผมทำ

ผมไม่รู้ว่าคนดูจะอยากดูมันมั้ย

แต่ผมอยากดูมัน

ถ้าผมไม่ได้เล่นเรื่องนี้ ก็คงอยากเห็นคนอื่นเล่น

ผมจึงตัดสินใจจากมุมมองนั้น

ฉันรู้ว่าแกคิดอะไร

"มันยิงไปหกนัดหรือห้านัดกันแน่"

ขอบอกด้วยความเสียวว่า ฉันเองก็ลืมนับว่ะ

แต่นี่คือปืนแม็กนัม .44 ที่ทรงพลังที่สุดในโลก

มันจะระเบิดสมองแกกระจาย

แกจึงต้องถามตัวเองว่า "ฉันดวงดีหรือดวงจู๋"

แกคิดว่าไง ไอ้สถุล

เทศมนตรีครับ นี่นักสืบคัลลาแฮน

เอาล่ะ ว่ามาเลย

- ว่าอะไร - รายงานมาว่าคุณทำอะไร

สามชั่วโมงกว่าที่ผ่านมา

ผมนั่งรากงอกรอคุณอยู่ที่ด้านนอก

พูดกับท่านเทศมนตรีให้มันดีๆ หน่อย

ผมชอบความหมกมุ่นของพระเอก

ความจริงที่ว่าเขาหมกมุ่น ที่จะตามล่าตัวคนร้าย

จนกลายเป็นการต่อสู้แบบตัวต่อตัว

พอที มันเจ็บ

แฮร์รี่อาจเป็นคนฉลาด

แต่เขาเจ้าคนคิดเจ้าแค้นและโดดเดี่ยว

พาฉันไปหาหมอที

ผู้หญิงคนนั้นอยู่ไหน

คิดจะฆ่ากันรึไง

ถ้าคิดจะฆ่า ป่านนี้มันสมองแก คงกระจายทั่วสนามแล้ว เธออยู่ไหน

ฉันต้องการทนาย

ฉันถามว่าเธออยู่ไหน

- ฉันมีสิทธิ์จะขอทนาย - เธออยู่ไหน

ฉันมีสิทธิ์จะขอทนาย

พาฉันไปหาหมอที

ฉันมีสิทธิ์ ฉันต้องการทนาย

เดอร์ตี้ แฮร์รี่หัวเดียวกระเทียมลีบ

เขาไม่มีชีวิตส่วนตัวให้แยแสมากนัก

เขาสนใจแต่เหยื่อรายนี้ ที่เขาไม่เคยพบมาก่อน

เดอร์ตี้ แฮร์รี่เห็นทุกอย่าง พังทลายลงต่อหน้าเขา

ทุกคนมัวแต่เป็นห่วงผู้ต้องหา

เขาว่า "หันมาเป็นห่วง เหยื่อกันหน่อยดีมั้ย"

เราถูกสอนให้ใช้วิธีละมุนละม่อม พูดจาอ้อมค้อม

ถึงความถูกต้องทางการเมือง ซึ่งทำให้ทุกคนคลั่ง

แต่เดอร์ตี้ แฮร์รี่เปลี่ยนสิ่งนั้น

"ซัดเดน อิมแพค 1983"

หนังภาคต่อเรื่อง "เดอร์ตี้ แฮร์รี่" คือบทสรุปของอาชีพเขาในยุค 70-80

แต่นั่นไม่ใช่ทั้งหมด

"ดิ เอ็นฟอร์ซเซอร์ - 1976"

"เดอะ เด้ด พูล 1988"

ไม่ควรมีการยิงกันด้วยซ้ำ

"แม็กนัม ฟอร์ซ - 1973"

แล้วไง แค่ยิงไม่ผิดตัวก็พอแล้ว

"ดิ เอ็นฟอร์ซเซอร์ - 1976"

คัลลาแฮน คืนตราตำรวจมาซะ

นี่ไงยาเหน็บทวารของคุณ ผู้กอง

ว่าไงนะ

เอาไปยัดก้นคุณซะ

"เดอะ เด้ด พูล 1988"

เร็วเข้า ให้ไวๆ

- แกลืมคุกกี้เสี่ยงทาย - ว่าไงนะ

มันทายว่า...

แกดวงกุดแล้ว

"ซัดเดน อิมแพค - 1983"

หนึ่งในนั้นทำให้เกิดประโยคเด็ด ที่กลายเป็นคำฮิตติดปากไปทั่วโลก

และยังคงอยู่ผ่านกาลเวลา

เอาเลย

ไม่ต้องเกรงใจ

ผมเดินทางไปมาในต้นยุค 70 เล่นหนังให้ยูนิเวอร์แซล

จนสุดท้ายในปี 1976 ก็มีเรื่อง "ดิ เอาท์ลอว์ โจซีย์ เวลส์"

ผมนำเสนอเรื่องนี้กับแฟรงค์ เวลส์

เขาหว่านล้อมผมมานาน

ให้มาอยู่ที่นี่เป็นการถาวร

ผมว่า "งั้นก็หาหลักแหล่งถาวรให้สิ แล้วผมจะย้ายมา"

มันเป็นการย้ายบ้านในวันเดียว

ผมปักหลักอยู่ที่นั่นตั้งแต่นั้นมา

"ชีวิตนี้ขอลิขิตเอง"

"ดิ เอาท์ลอว์ โจซีย์ เวลส์ - 1976"

โจซีย์ เวลส์เป็นชาวนาผู้รักสงบ

จนกระทั่งถูกผู้รุกราน กวาดล้างครอบครัวเขา

ไม่นะ โจซีย์ ไม่

เขาจึงล่าถอยไปอยู่ในป่า กลายเป็นชายผู้โดดเดี่ยว ขมขื่น

เป็นพระเอกหนังคาวบอยสุดอมตะ

ความฝันอันยิ่งใหญ่ของอเมริกันชน คือการเป็นชายผู้พึ่งพาตนเอง

ไม่อาจฝากความหวังไว้กับตำรวจ

หรือรอให้ใครมาช่วย

เขาต้องจัดการทุกอย่างด้วยตัวเอง

- หวัดดี - หวัดดี

ฉันชักจะเก่งแล้วสิ ที่ย่องเข้ามาโดยแกไม่รู้ตัว

มีแต่อินเดียนแดงที่ทำแบบนี้ได้

ฉันก็ว่าอย่างงั้น

ว่าอย่างงั้นเหรอ

มีแต่อินเดียนแดงที่ทำแบบนั้นได้

ชีฟแดน จอร์จทำได้ดีในหนังเรื่องนั้น

แต่เขาไม่ใช่นักแสดงมืออาชีพ จึงไม่ได้ศึกษาบทมากนัก

ต้องคอยเขียนคิวบอกบทให้เขา ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่อาจทำได้

ผมเลยให้เขาอ่านบท ให้เขาเล่าเรื่องที่ต่างออกไป

ครั้งหนึ่งผมเข้าฉากอยู่ กล้องจับภาพผมอยู่

แล้วพอถึงตาเขาพูด ปากผมก็พูดบทตาม

ผมพูดบทของเขา ผมเอาใจช่วยเขา

ให้พูดบทออกมาให้ได้

จนตากล้องต้องพูดออกมาว่า

The Eastwood Factor subtitles in other languages

تبصرې

No comments yet. Be the first to leave one.

Keep it about this subtitle — sync, quality, typos.500 characters left