لومړۍ 198 کرښې.
คิวบาต่อสู้เพื่ออิสรภาพมาตลอด
มีคนตายเป็นแสน
ถึงเราจะแพ้สงคราม แต่ประเทศเราก็มีการเปลี่ยนแปลง
มีคนสงสัยว่ามายเออร์ แลนสกี้ ติดสินบนบาติสตา
มันไม่ใช่คำโกหก พวกเขาไม่ได้สัญญาอะไรเลย
พวกเขาสัญญาว่าจะมีการปฏิวัติ พวกเขาก็ปฏิวัติแล้วไง
พวกเขาถูกลิขิตมา ให้เป็นผู้พลีชีพเพื่ออุดมการณ์
ไม่ก็วีรบุรุษของชาติ
การปฏิวัติ
ฟิเดล กัสโตร
เขาบอกครุชชอฟว่า "คุณควรยิง นิวเคลียร์ทั้งหมดของโซเวียต"
มันคือหายนะ
ปัจจุบันคิวบาเป็นประเทศที่ผสมผสาน ระหว่างสวรรค์เมืองร้อน
และสถานที่ประวัติศาสตร์
เกาะนี้ลือชื่อเรื่องซิการ์ เหล้ารัม และความงามของสถาปัตยกรรมอาณานิคม
แต่จะเข้าใจคิวบาในปัจจุบัน
เราต้องเข้าใจ อดีตที่วุ่นวายของที่นี่เสียก่อน
เพราะคิวบาเป็น แหล่งความไม่สงบมาหลายร้อยปี
คิวบาเป็นศูนย์กลางการค้าทาส ได้อย่างไรกัน
ทั้งที่มีตั้งหลายประเทศ แต่ทำไม จักรวรรดิสเปนกลับล่มสลายลงที่นี่
และทำไมสหรัฐฯจึงตั้งฐานทัพในคิวบา
ที่กวนตานาโม
คิวบาบอบช้ำจากการที่ถูกต่างประเทศ ยึดครองมากว่า 500 ปี
แต่นั่นไม่ได้แปลว่าคนที่นี่ ล้มเลิกความฝันที่จะมีอิสรภาพ
คิวบาเป็นที่หมายตาของประเทศมหาอำนาจ
ทั้งจักรวรรดิสเปน
อังกฤษและฝรั่งเศส แต่เป็นสเปนที่ยึดได้
คิวบามีบทบาทอย่างมาก ในการค้นพบทวีปอเมริกา
(เอฟ. มาร์ติเนซ เฮเรเดีย นักปรัชญาชาวคิวบา)
แต่ผมดีใจมาก ที่ไม่ค่อยมีใครพูดแบบนี้อีกแล้ว
เพราะเราอยู่มานาน ก่อนที่จะมี "การค้นพบ"
คิวบาเป็นเกาะที่ใหญ่ที่สุด ในแคริบเบียน
มีความยาว 760 ไมล์ จากตะวันออกถึงตะวันตก
ระยะทางพอๆกับ วอชิงตัน ดี.ซี.ถึงไมอามี่
สภาพอากาศของคิวบานั้นร้อนชื้น
เป็นดินแดนที่อุดมสมบูรณ์ มหาสมุทรรอบเกาะก็เต็มไปด้วยปลา
ทำให้คิวบาเป็นจุดหมายปลายทาง ของผู้อพยพและผู้บุกรุก
มาหลายร้อยปี
ร่องรอยมนุษย์ในคิวบา เริ่มขึ้นกว่า 4,000 ปีก่อน
เก่าแก่กว่าปิระมิดของอียิปต์เสียอีก
คนคิวบาดั้งเดิม จะอาศัยอยู่ในกระท่อมต้นปาล์มหรือถ้ำ
พวกเขาอยู่รอดด้วยมันเทศ ยัคคา ถั่วลิสง อีกทั้งหาปลาและล่าสัตว์
ซ้ำยังเป็นชนกลุ่มแรก ที่ปลูกและสูบยาสูบ
28 ตุลาคม 1492
เรือสามลำปรากฏขึ้น ณ เส้นขอบฟ้า ในน่านน้ำคิวบา
พวกที่ล่องเรือมา ดูแปลกตาสำหรับพวกชาวเกาะ
พวกเขาผิวขาว ถือดาบ และใส่หมวกที่ทำจากเหล็ก
พวกเขาคือชาวสเปน และมีผู้นำชื่อคริสโตเฟอร์ โคลัมบัส
(คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส เกิดที่อิตาลีราวปี 1451)
(พบคิวบาระหว่าง หาเส้นทางไปอินเดียและจีน)
โคลัมบัสนำชาวสเปน มาพบเกาะนี้ในปี 1492
สมัยนั้นพวกเขาไม่รู้...
(มิชเอล ซอยส์เกอ นักประวัติศาสตร์ชาวเยอรมัน)
ว่าวันหนึ่งมันจะยิ่งใหญ่ เหมือนอเมริกาในปัจจุบัน
โคลัมบัสกลับไปบาร์เซโลนา
ไปหาผู้อุปถัมภ์ ราชินีอิซาเบลลา และพระเจ้าเฟอร์ดินานด์
ซึ่งได้มอบทุนให้เขาใช้เดินทาง
แต่เขาไม่ได้ขนเงินหรือทองกลับไป
ได้แต่พาชนพื้นเมืองของคิวบา ที่เขาเรียกว่า "พวกอินเดียน" กลับไป
เขาเขียนในสมุดบันทึกว่า คนพวกนี้เหมาะจะเป็นทาส
แต่ผู้สำเร็จราชการสเปนประกาศว่า
ที่โลกใหม่จะไม่มีระบบทาส
ก่อนจะส่งโคลัมบัสกลับไป
เพื่อยึดคิวบาและล้อมเกาะเอาไว้
พวกเขาไม่ยอมทำตามคำสั่ง
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นคือ ผู้ชาย ถ้าไม่เป็นทาส
ก็ถูกฆ่าทิ้งหรือทำงานขนของจนตาย
เด็กๆก็จะถูกเลี้ยงดู แบบชาวสเปนหรือใกล้เคียง
ผู้หญิงก็ไปอยู่กับครอบครัว พวกกองกิสตาดอร์ของสเปน
ตอนแรกชาวพื้นเมืองยินดีต้อนรับ ชาวสเปนอย่างอบอุ่น
แต่พอเริ่มบาดหมางกัน
พวกเขาก็ไม่มีโอกาสต่อสู้กับ พวกกองกิสตาดอร์ได้เลย
พวกสเปนเจอการต่อต้านเล็กน้อย
เพราะชนพื้นเมืองสู้ไม่ได้ คนก็น้อยกว่า
แล้วจากนั้น ก็ป่วยตายกันหมดด้วยโรค...
ที่ชาวสเปนเอาไปแพร่ เช่นโรคหัดและฝีดาษ
ดาบของสเปนและโรคจากยุโรป
คร่าชีวิตคนคิวบาถึง 90 เปอร์เซ็นต์ ภายในเวลาไม่กี่ปี
แต่โรคร้ายก็แพร่ระบาดทั้งสองทาง
กองกิสตาดอร์ของโคลัมบัส ก็ได้รับโรคกลับไปด้วยเช่นกัน
นั่นคือซิฟิลิส
แต่ไม่ว่าอย่างไร ชัยชนะของสเปนในโลกใหม่
ก็ไม่มีใครในประวัติศาสตร์เทียบได้
ในนามของพระเจ้า
พวกกองกิสตาดอร์ ได้ฆ่าคนและจับมาเป็นทาส
เนื่องจากเป็นจุดยุทธศาสตร์ คิวบาจึงรับศึกไปเต็มๆ
เมืองฮาวานาเป็นกุญแจสู่แคริบเบียน
พอผ่านท่าเรือก็จะได้พบกับ ความอุดมสมบูรณ์ของโลกใหม่
ทั้งแร่ทอง แร่เงิน ไม้ เครื่องเทศ
คิวบาเป็นหลักสำคัญของจักรวรรดิสเปน
(อันเดรอัส ชตุคกี้ นักประวัติศาสตร์ชาวสวิส)
เมื่อพูดถึงกลุ่มประเทศละตินอเมริกา
ตั้งแต่สมัยล่าอาณานิคมยุคแรกๆ
ฮาวานาเป็นแหล่งค้าขายสำคัญ
สำหรับสินค้าและสมบัติในอาณานิคม
ปีละครั้งหรือสองครั้ง
ขบวนเรือขนสมบัติของสเปน จะมารวมตัวกันที่นี่
สำหรับพิธีการที่เรียกว่า "การ์เรรา เด อินเดียส"
แล้วล่องเรือข้ามแอตแลนติกไป
สเปนใช้เวลาเกือบ 50 ปี ถึงจะพิชิตโลกใหม่ได้
พวกเขาทำลายจักรวรรดิอินคาและแอซเท็ค
สเปนขนสมบัติจากโลกใหม่ ขึ้นเรือไปมากมาย
ระหว่างทางไปสเปน พวกเขาจะรวมตัวกันที่ฮาวานา
และขนยาสูบ ซึ่งเป็นพืชมีค่าของเกาะนี้ไป
ยาสูบเป็นสินค้าส่งออกหลักของคิวบา ตลอดศตวรรษที่ 16
ชาวคิวบาเป็นกลุ่มแรก ที่ปลูกและสูบยาสูบ
กะลาสีและพ่อค้าชาวสเปน ทำให้มันเป็นที่รู้จักทั่วโลก
ด้วยเหตุนี้ คิวบาจึงได้ชื่อว่า "เกาะยาสูบ"
ยาสูบเป็นพืชที่ปลูกยาก ต้องเอาใจใส่อย่างมาก
(จูเซป เอ็ม. ฟราเดรา นักประวัติศาสตร์ชาวสเปน)
ต้องคอยดูใบยาสูบอย่างระมัดระวัง
เพราะจะตัดได้ ในเวลาที่เหมาะสมเท่านั้น
ปกติคนที่ปลูกยาสูบจะเป็นพวกทาส
แต่ก็มีชาวสวนหรือเจ้าของที่ดิน ที่ปลูกอย่างอิสระอยู่เยอะเหมือนกัน
หนึ่งร้อยปีหลังจากโคลัมบัสเทียบท่า
ชาวพื้นเมืองแคริบเบียน ถูกฆ่าทิ้งทั้งหมด
และเพื่อใช้ประโยชน์ จากดินแดนใหม่ๆต่อไป
สเปนต้องนำแรงงานใหม่เข้าไปเพิ่ม
พวกพ่อค้าขี้โกงพบทางออก ที่ตลาดค้าทาสในแอฟริกา
ชาวแอฟริกัน 12.5 ล้านคน ถูกต้อนขึ้นเรือขนทาส
และพาไปยังโลกใหม่
1.5 ล้านคนจากจำนวนนั้น ตายระหว่างการเดินทาง
ระบบทาสเข้ามาในคิวบา เช่นเดียวกับทั่วทวีปอเมริกา
มีการนำทาสเข้ามาในคิวบาราวสองล้านคน
พวกเขาเป็นเหมือนสินค้า เป็นธุรกิจขนาดใหญ่ที่ต่ำทราม
มีทาสเข้ามาในคิวบา ตั้งแต่ช่วงแรกๆที่สเปนยึดครอง
(ไฮเม ซูชลิคกิ นักประวัติศาสตร์ และผู้ถูกเนรเทศชาวคิวบา)
แต่มันไม่ได้พัฒนาขึ้น จนเป็นธรรมเนียมปฏิบัติ
จนกระทั่งหลังปี 1804-1805
ตอนโรงหีบอ้อยในเฮติถูกทำลาย
เฮติอยู่บนเกาะใกล้ๆคิวบา
และเป็นอาณานิคมฝรั่งเศส ตั้งแต่ปี 1660
คิวบานั้นจะอาศัยการปลูกยาสูบ
ส่วนพืชหลักที่เฮติปลูกคืออ้อย
เมื่อมีแรงงานเพียงพอ ธุรกิจก็ได้กำไรงาม
ปี 1789 มีคนผิวขาว 32,000 คน ตั้งรกรากอยู่ในเฮติ
และมีทาสชาวแอฟริกัน 432,000 คน
วันที่ 17 สิงหาคม 1791
ทาสในเฮติลุกฮือขึ้นก่อการปฏิวัติ
พวกเขาฆ่านายตัวเองและ สู้รบอย่างนองเลือดเพื่อทวงอิสรภาพ
อุตสาหกรรมน้ำตาลในเฮติถูกกวาดล้าง
ผลที่ตามมาก็คือ ผู้ผลิตน้ำตาลรายใหญ่ของโลก
สูญหายไปหลายปี
ชาวคิวบามองเห็นโอกาส
พวกเขาอยากยึดธุรกิจ ของอาณานิคมฝรั่งเศส
สิ่งสำคัญที่ต้องรู้ก็คือ
(อันเดรอัส ชตุคกี้ นักประวัติศาสตร์ชาวสวิส)
มีหลายคนที่อพยพจากเฮติไปคิวบา
พวกเขานำเงินทองไปมากมาย รวมถึงวิธีการปลูกอ้อยด้วย
ชาวคิวบาต้อนรับชาวไร่อ้อยจากเฮติ ด้วยความอบอุ่น
เมื่อมีพวกเขาช่วย คิวบาก็หวังจะเป็น แหล่งผลิตน้ำตาลแห่งใหม่ในแคริบเบียน
แต่กลับต้องใช้ทาสจากแอฟริกา มากขึ้นเรื่อยๆ
ถึงอย่างนั้นการปฏิวัติของชาวเฮติ
ก็ค่อยๆทำลายธรรมเนียมปฏิบัติ ของระบบทาส
มีการเรียกร้องอิสรภาพของทาสมากขึ้น
วันที่ 1 สิงหาคม 1834
สหราชอาณาจักรได้ประกาศให้ ทาสทุกคนในจักรวรรดิของตนเป็นอิสระ
(ฉันไม่ใช่ผู้หญิง และพี่สาวน้องสาวหรือ)
แต่สเปนและคิวบาไม่ยอมทำตาม
ธุรกิจน้ำตาลของพวกเขา ต้องพึ่งแรงงานทาส
ราวช่วงกลางศตวรรษ ปี 1850-1860
สเปนได้พัฒนาอุตสาหกรรมน้ำตาล
ส่วนคิวบาก็เป็น ผู้ส่งออกน้ำตาลรายใหญ่
น้ำตาลนั้น อย่างน้อยสำหรับชาวคิวบา
จะต้องอาศัยแรงงานทาส
มีการนำทาสเข้ามาคิวบา อย่างไม่หยุดหย่อน
จนกระทั่งทศวรรษ 1860
ในประศาสตร์คิวบานั้น มีระบบทาสมานานหลายศตวรรษ
มีหลายครั้งจากการสำรวจประชากร
แสดงให้เห็นว่าทาสชาวแอฟริกัน มีมากกว่าชาวสเปนที่เป็นเจ้าถิ่น
แต่ไม่มีช่องว่างให้ มีการปฏิวัติอย่างในเฮติได้เลย
แม้แต่ในปัจจุบัน ชาวคิวบาราว 60 เปอร์เซ็นต์
ก็สืบเชื้อสายมาจากทาส
ถ้าไม่มีคนผิวดำ คิวบาก็จะไม่ใช่คิวบา
ไม่มีพวกแอโฟร-คิวบัน เราก็คงไม่มีวรรณกรรม
ดนตรีและการเต้นรำ อย่างที่เรามีในปัจจุบัน
และคงไม่มีคิวบาอย่างที่เรารู้จักกัน
ยังไงก็ตาม นั่นไม่ใช่มรดกหลักของพวกเขา
มรดกหลักที่ทาสแอฟริกันนำมาสู่คิวบา
คือหยาดเหงื่อและเลือดเนื้อของพวกเขา
ซึ่งสร้างชาติคิวบาขึ้นมา
ไร่อ้อยของคิวบากำลังขยายตัว
แม้ว่าสเปนจะเพิ่มภาษีต่างๆ รวมทั้งภาษีศุลกากรสูงขึ้นเรื่อยๆ
ชนผิวขาวที่มาตั้งรกรากที่นี่ พากันร่ำรวยขึ้น
ส่วนชาวชนบทต้องประสบปัญหาความยากจน
ลูกค้ารายใหญ่สุดที่ซื้อน้ำตาลคิวบา เป็นเพื่อนบ้านจากทางเหนือ
สหรัฐอเมริกา
สเปนสนับสนุนระบบทาสในคิวบา
(จูเซป เอ็ม. ฟราเดรา มหาวิทยาลัยปุมเปวฟาบรา บาร์เซโลนา)
นี่เป็นเพียงเหตุผลเดียว
ที่ทำให้สเปนปกครองอาณานิคมได้นาน
ชาวคิวบารู้ดีว่า ถ้าไม่มีสเปนคุ้มครอง
สหราชอาณาจักรคงกำจัดระบบทาสจนสิ้น
สเปนปกครองเขตแดนกว้างใหญ่ ในทวีปอเมริกากว่า 300 ปี
แต่พอต้นศตวรรษที่ 19 เหล่าอาณานิคม
ก็พากันก่อกบฏต่อต้านสเปน
มันเป็นจุดเริ่มต้นของ จุดจบของจักรวรรดิสเปน
คิวบายังคงจงรักภักดีเพราะมีระบบทาส
No comments yet. Be the first to leave one.