لومړۍ 200 کرښې.
- เป็นไงครับ สตัทซ์ - หวัดดี โจนาห์
มอบความเพลิดเพลินให้ผมได้เลย
คุณพูดแบบนี้จริงๆ พอผมนั่งลงต่อหน้าคุณ
ผมพูดกับทุกคนแบบนี้แหละ
ใช่ ตอนที่ผมมารับการบำบัด ที่ไม่ใช่เพื่อการถ่ายทำหนังนะ
คุณมักพูดอีกอย่างที่ทำผมฮาซึ่งเจ๋งดีคือ
"คุณเลิกมาพบผม และโยนสารพัดปัญหาใส่ผมซะทีเถอะ"
นั่นแหละ ผมต้องรองรับ ปัญหาที่คุณโยนใส่มาตั้งหลายปี จนผมล้า
แล้วก็มาถึงวันนี้
คุณคิดว่าทำไมผมจึงอยากสร้างหนังเกี่ยวกับตัวคุณ
เพราะแนวคิดผม
เพราะแนวคิดผมมันส่งผลต่อตัวคุณ
คุณก็เลยอยากจะเสนอแนวคิดพวกนี้ให้ผู้อื่นรับรู้
หรือบางที…
ก็ไม่รู้ คุณอาจอยากควบคุมผมก็ได้ หรือ…
ก็ไม่แน่ใจ บอกทีว่าทำไม
ใช่ครับ ที่ผมตัดสินใจสร้างหนัง เพราะผมอยากนำเสนอเครื่องมือของคุณ
รวมทั้งวิธีการสอนของคุณ ฟิล สตัทซ์ นักจิตบำบัด
ผมอยากเสนอในรูปแบบที่ผู้คนสามารถเข้าถึง
และนำไปใช้เพื่อเปลี่ยนแปลงชีวิตตัวเองให้ดีขึ้น
ผมเลยคิดว่า น่าจะบันทึกภาพการบำบัดหนึ่งครั้งในหนึ่งวัน
รวมทั้งพูดถึงเครื่องมือของคุณ ที่มีประโยชน์ต่อชีวิตผมอย่างมาก
ก็ดีครับ
และอยากนำเสนอในรูปแบบ
ของการยกย่องชีวิตของบุคคลหนึ่ง ที่ผมห่วงใยและเคารพอย่างสุดซึ้ง
โอเค
แต่จะมีอะไรขำๆ แทรกบ้างได้ไหม คือ…
คำถามแรกที่คุณมักถามผู้รับบริการคืออะไรครับ
คำถามแรกก็คือ "คุณต้องการอะไร ทำไมคุณถึงมาที่นี่"
นักจิตบำบัดทั่วไปจะบอกว่า "อย่ารุกล้ำกระบวนการของผู้รับบริการ
เมื่อพวกเขาพร้อมก็จะให้คำตอบออกมาเอง"
ไม่เข้าท่าเลย ไม่อาจยอมรับได้
ตอนผมเรียนจิตเวช โมเดลบอกว่า"ต้องเป็นกลางนะ
แค่ดูเฉยๆ อย่ามีความรู้สึกร่วมกับผู้รับบริการ"
กระบวนการแบบนั้นมันช้ามาก และเต็มไปด้วยความระทมทุกข์
คุณรู้จักผม วิธีตอบสนองของผมคือ
"บ้าไปแล้ว ล้อเล่นรึเปล่าเนี่ย"
เวลาผมดูแลผู้เป็นโรคซึมเศร้า ที่กลัวว่าตัวเองจะไม่ดีขึ้น
ผมจะบอกว่า "ทำตามที่ผมบอกเลย ทำตามนี้เลยที่ผมบอก
รับรองคุณจะรู้สึกดีขึ้น รับรองร้อยเปอร์เซ็นต์ เชื่อผม"
ตอนที่ผมมาหาคุณ พอคุยกันแล้ว
คุณก็ว่า"นี่คือสิ่งที่คุณควรทำ"
คุณให้ข้อปฏิบัติกับผม คุณให้เครื่องมือมา
ใช่ เชิงบังคับ
ผมอยากให้มันเร็ว
ไม่ใช่ให้หายในหนึ่งสัปดาห์นะ เป็นไปไม่ได้
แต่ผมอยากให้รู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลง
รู้สึกถึงการก้าวไปข้างหน้า
นั่นจะทำให้พวกเขามีความหวังแบบว่า "บ้าชะมัด มันเป็นไปได้นี่หว่า"
แล้วเครื่องมือนี้คืออะไรครับ
เครื่องมือนี้เป็นสิ่ง ที่ช่วยเปลี่ยนสภาวะของคุณ สภาวะในจิตใจ
แบบทันทีทันใด เดี๋ยวนั้น
ช่วยให้คุณสัมผัสประสบการณ์จากที่แย่ๆ
แล้วเปลี่ยนเป็นรู้สึกถึงโอกาสที่ดี
เครื่องมือนี้ช่วยเปลี่ยนอารมณ์
แล้วทำให้รู้สึกถึงความหวังว่า อารมณ์นั้นจะไม่อยู่กับเราตลอดไป
ถูกต้อง
มันคือแบบฝึกหัดสร้างจินตภาพแบบสดๆ
ที่เกิดขึ้นในหัวเราในขณะนั้น
ใช่ ในแง่มุมนั้น ผมก็เป็นครู
ผมสอนให้รู้ว่าจะใช้มันยังไง รวมถึงว่าควรทำตอนไหนด้วย
ผู้รับบริการทุกคน ซึ่งรวมผมด้วย เราจะได้รับบัตรไว้บันทึก
และทุกคนจะวาดรูปเครื่องมือ ที่คุณนำมาใช้ในกระบวนการบำบัด
จากนั้นเราก็นำกลับบ้านไป
ผมมักคิดอะไรออกมาเป็นภาพ
ผมเลยเริ่มวาดภาพ ลงแผ่นกระดาษเพื่อช่วยเหลือตัวเอง
แต่มันกลับช่วยผู้รับบริการได้อย่างมากมาย
มันมีพลังที่สามารถเปลี่ยน ความคิดที่ใหญ่โตให้เป็นรูปที่เรียบง่าย
มันเป็นวิธีสื่อสารกับผู้รับบริการ
ซึ่งผมรู้สึกว่ามีพลังมากกว่าการพูด
ขณะที่คุณหยิบบัตรนั้นออกมา
คุณจะรู้สึกถึงความเชื่อมโยง ซึ่งเป็นข้อผูกมัดระหว่างเรา
ใช่ เรามีความสัมพันธ์ส่วนตัวที่มีลักษณะเฉพาะ
จนคุณยอมให้ผมถ่ายทำหนังเรื่องคุณ
นี่ถือเป็นอย่างหนึ่ง ที่ผมไม่เคยสัมผัสในการเข้ารับการบำบัดมาก่อน
แล้วชีวิตผมก็ดีขึ้นแบบเหลือเชื่อ หลังจากที่ได้ร่วมมือกับคุณ
ถ้าเครื่องมือนี้ได้ผลดีกับผม ก็น่าจะช่วยให้คนอื่นดีขึ้นด้วย
จริงสิ ถึงเวลากินยา
- ถึงเวลาอะไรนะ - ถึงเวลาคุณต้องกินยา
- อ้อ ขอบคุณ - นาฬิกาเตือนแล้ว
บ้าจัง
โจนาห์ อยากเสพยาพาร์กินสันด้วยกันหน่อยไหม
ผมเลิกมาหลายปีแล้ว
ตอนเป็นเด็กที่ผมลองเสพยา
น่าจะมีคนเตือนว่า "อย่า ไม่งั้นจะต้องกินยาพวกนี้ไปอีก 50 ปี"
ทั้งหมดนั่นเป็นยารักษาพาร์กินสันรึครับ
ครับ
พอเป็นโรคพาร์กินสัน สิ่งสำคัญที่สุดและถือเป็นเรื่องดีก็คือ
คุณต้องเตรียมแผนสำหรับเรื่องเล็กน้อยเยอะมาก
ก่อนลุกจากเตียงตอนเช้า
ผมต้องยืดเหยียดร่างกายให้ได้ที่ก่อนจะลุก
สิ่งที่ยากสุดในชีวิตผมคือลุกจากเตียงตอนเช้า
- แต่เหตุผลต่างกันมาก - เหตุผลต่าง
ใช่
ก่อนที่จะได้พบคุณ ผมเคยเจอแต่การบำบัดแบบดั้งเดิมมากๆ
ในแง่ที่ว่าผมจะเล่าไปเรื่อยๆ
และผู้บำบัดก็พูดว่า "คุณรู้สึกยังไง"หรือ"น่าสนใจนะ"
มันทำให้เกิดระยะห่างเอามากๆ
- ครับ - ผมเลยคิดว่ามันอะไรกันเนี่ย
ผมเสียเงินมาบำบัด อุตส่าห์เปิดเผยปัญหากับพวกเขา
แล้วพวกเขาก็แค่รับฟัง
แต่เพื่อนๆ ที่งี่เง่า
กลับช่วยให้คำแนะนำ
- ครับ - โดยไม่ได้ขอ
- ครับ - ทั้งที่อยากให้เพื่อนๆ ฟังเฉยๆ
แต่อยากฟังคำแนะนำจากนักจิตบำบัด
ประเด็นคือ ไม่ใช่ว่าผู้บำบัดไม่ต้องการช่วยคุณ
ไม่จริงเลย
แต่สำหรับผมแล้ว ผมรู้สึกมาตลอดว่ามีบางอย่างขาดหายไป
เครื่องมือนี้จึงเป็นสะพานเชื่อม
ระหว่างสิ่งที่คุณตระหนักรู้และต้นเหตุของปัญหา
เชื่อมกับอีกฟากหนึ่ง
คือสามารถควบคุมอาการได้บ้างเป็นอย่างน้อย
ทั้งหมดเกี่ยวกับความเป็นไปได้
ไม่ใช่ตามนิยามความเป็นไปได้บ้าบอนะ
ความเป็นไปได้หมายถึง คุณรู้สึกว่าตัวเองตอบสนองต่างจากเดิม
ฟังดู…
ที่เรียกกันว่าไงนะ เรื่องซ้ำซาก แต่นั่นแหละคือความจริง
หนึ่งในเรื่องแรกๆ ที่คุณให้ผมจัดการก็คือพลังชีวิต
นั่นเป็นเรื่องปัจจุบันทันด่วน ที่สามารถเปลี่ยนชีวิตเรา
และเป็นเรื่องที่เราเข้าใจได้ง่ายด้วย
นั่นถือเป็นก้าวแรกของผม
ในช่วงเริ่มต้นกระบวนการบำบัดเพื่อชีวิตที่ดีขึ้น
ใช่ ถูกแล้ว นี่เป็นประเด็นคลาสสิกที่เป็นกัน
ชายมีอาการซึมเศร้ามาพบผมและบอกว่า
"ก็รู้ตัวว่านิสัยผมมันแย่ ทั้งไร้วินัย ทั้งขี้เกียจ
ถ้าผมรู้ว่าตัวเองควรทำอะไร
ภารกิจในชีวิตผมคืออะไร ผมคงลุกขึ้นมาทำอย่างขมีขมัน
แต่เพราะผมไม่รู้ว่าตัวเองควรทำอะไร
ผมก็เลยเฉื่อยแฉะไม่ลุกขึ้นมาทำอะไร"
จากพฤติกรรมเช่นนี้จึงทำให้เป็นโรคซึมเศร้า
ทั้งในกรณีของคุณ
และคนอื่นที่รู้สึกว่าชีวิตไร้ทิศทาง
หรือไม่รู้ว่าควรจะทำอะไรต่อไป
สิ่งที่จะช่วยได้ก็คือการจัดการเรื่องพลังชีวิต
ทางเดียวที่จะรู้ได้ว่า คุณควรทำอะไร แบบว่าตัวคุณคือใคร
คือการกระตุ้นพลังชีวิต
เพราะพลังชีวิตเป็นส่วนเดียวในตัวคุณ
ที่จะสามารถช่วยนำทางได้จริง ยามที่คุณหลงทาง
ถ้าลองเปรียบเป็นรูปพีระมิด พลังชีวิตของเราจะมีสามระดับ
ระดับล่างสุดคือส่วนสัมพันธภาพที่มีต่อร่างกาย
ระดับที่สองส่วนสัมพันธภาพที่มีต่อผู้อื่น
และระดับสูงสุดคือส่วนสัมพันธภาพที่มีต่อตัวเอง
ระดับล่างสุดคือส่วนสัมพันธภาพที่มีต่อรูปกายคุณ
สิ่งที่ควรทำคือ เพิ่มประสิทธิภาพให้กับร่างกายซึ่งได้ผลเสมอ
ประเด็นคลาสสิกเลยก็คือขาดการออกกำลัง
อาหารก็เป็นอีกประเด็น
รวมถึงการนอน
ถ้าจัดการส่วนที่ว่ามาจะช่วยให้ดีขึ้น
สักกี่เปอร์เซ็นต์ในตอนแรก
ในตอนเริ่มต้น
ก็น่าจะ 85 เปอร์เซ็นต์
สูงมากทีเดียว
มีผลมากขนาดนั้นเชียวรึเนี่ย
ตอนที่เป็นเด็ก
ผมถูกตีกรอบเรื่องออกกำลังกับอาหารแบบว่า
"มีปัญหากับรูปร่างลูกแล้วนะ"
ที่บ้านไม่ได้คุยกับผม
เรื่องออกกำลังหรืออาหารในแง่ของสุขภาพจิต
ผมอยากให้เรามองเรื่องนี้ต่างไปจากเดิม
ใช่
เพราะว่าสำหรับผม
มันทำให้เกิดปัญหาเยอะเลย
แม้แต่ปัญหาระหว่างผมกับแม่ด้วย
ผมต่อต้านแม่มากแบบว่า"ไม่ต้องมายุ่ง
ผมไม่ทำ เพราะแม่ชอบบอกว่ารูปร่างผมดูแย่"
เหรอ เล่าต่อหน่อย
ผมเล่าได้นะ แต่จะไม่เล่าตอนนี้ เพราะเราต้องการเสนอเรื่องคุณ ไม่ใช่ผม
แต่ถ้าผมบอกว่ายิ่งคุณให้รายละเอียด
มันก็จะยิ่งง่ายขึ้นที่ผมจะลองคุยประเด็นนี้ต่อ
เคยคิดแบบนั้นไหม
ผมคิดว่าคุณน่าจะทำหนังเกี่ยวกับตัวผม
แทนที่ผมจะทำหนังเกี่ยวกับตัวคุณแล้วล่ะ
ครับ ตอบได้ดี
โอเค นั่นคือระดับแรก
ระดับต่อไปคือส่วนสัมพันธภาพที่มีต่อผู้อื่น
สำหรับผู้มีภาวะซึมเศร้า สัมพันธภาพของพวกเขานั้นไม่ได้จบสิ้นลง
มันเหมือนกับเรือที่ล่องหายไปตรงเส้นขอบฟ้า
สัมพันธภาพนั้นเริ่มห่างออกไปจากชีวิต
สัมพันธภาพนั้นเหมือน…
คงเคยเห็นเวลาปีนเขา ต้องตอกลิ่มยึดหินเอาไว้
เหมือนเป็นมือจับ
สัมพันธภาพก็เหมือนกับมือจับ ที่เป็นตัวช่วยให้คุณดึงตัวเองกลับมามีชีวิตชีวา
กุญแจสำคัญคือคุณต้องเป็นฝ่ายเริ่มต้น
ถ้าคุณมัวแต่รอ คุณจะไม่มีวันเข้าใจ
เชิญใครก็ได้ไปกินมื้อเที่ยง แม้คิดว่าน่าเบื่อก็ตาม
นั่นไม่ใช่สาระ มันจะส่งผลต่อตัวคุณในทางบวก
เพราะบุคคลนั้นเป็นตัวแทน เชิงสัญลักษณ์ของเผ่าพันธุ์มนุษย์
นั่นคือระดับกลาง มาถึงระดับสูงสุดคือส่วนสัมพันธภาพต่อตัวเอง
พูดให้เข้าใจง่ายสุดคือ ให้คุณสานสัมพันธ์กับจิตใต้สำนึก
เพราะไม่มีใครรู้ว่า มีอะไรอยู่ในจิตใต้สำนึก ถ้าเราไม่กระตุ้น
มีเคล็ดลับอันหนึ่งที่ใช้กระตุ้นคือการเขียน
มันเป็นสิ่งมหัศจรรย์จริงๆ
คุณสานสัมพันธ์อันดีต่อตัวเองได้ด้วยการเขียน
บางคนก็บอกว่า"เขียนอะไร
ไม่เคยนึกอยากเขียน ฉันไม่ใช่นักเขียน" นั่นไม่สำคัญเลย
การเขียนเหมือนการส่องกระจก พอเริ่มเขียน
คุณจะเห็นว่ามันสะท้อนสิ่งที่อยู่ในจิตใต้สำนึก
สิ่งต่างๆ จะเผยออกมา ถ้าเขียนในแบบบันทึกประจำวัน
แบบที่คุณไม่รู้ว่าตัวคุณรู้อะไร
No comments yet. Be the first to leave one.