Mistari 200 ya kwanza.
BBC.Planet Earth.EP08.Jungles - OCR 23.976 fps runtime 00:51:06
นี่คือเรือนกระจกเพาะพันธุ์พืช ประจำโลกเรา
ป่าฝนแห่งเขตร้อน
ป่าทึบเช่นนี้ครอบคลุมพื้นที่ เพียง 3% ของพื้นโลก
แต่เป็นบ้านของพืชและสัตว์ มากกว่าครึ่งหนึ่งในโลกของเรา
แต่พืชและสัตว์ หลากหลายชนิดขนาดนั้น
สามารถหาพื้นที่เบียดเสียด อยู่ด้วยกันได้อย่างไร
พื้นป่าอันมืดทึบชื้นแฉะ ของป่าฝน
ดูเหมือนจะไม่มีสัตว์อาศัย
นกปักษาสวรรค์สีน้ำเงิน กำลังอวดโฉมเพื่อหาคู่
เป็นการแสดงที่น่าดูชม
แต่มันไม่ใช่ นกปักษาสวรรค์ตัวเดียว
ที่พยายามสร้าง ความประทับใจ
มีนกปักษาสวรรค์ร่วม 40 ชนิด อยู่บนเกาะนิวกินี
แต่ละชนิด ก็มีลีลาการอวดโฉม
ที่ดูแปลกพิสดาร ไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน
นกปักษาสวรรค์ไรเฟิล
เช่นเดียวกับสัตว์ป่าอีกมาก
นกปักษาสวรรค์ หลีกเลี่ยงที่จะแข่งขันกันเอง
ซึ่งพวกมันทำได้โดยแยกกันอยู่ คนละพื้นที่ของเกาะ
ปักษาสวรรค์ซิกส์พลูม
เต้นระบำอยู่บน ลานโล่งส่วนตัวบนพื้นดิน
ปักษาสวรรค์แมกนิฟิเซนท์ ชอบกิ่งไม้ที่อยู่ต่ำๆ
นกตัวเมียไม่สะสวยเท่าตัวผู้
นกตัวผู้มีปอดแข็งแรงดี แต่แค่การเล่นหูเล่นตา
ยังไม่เพียงพอ ที่จะทำให้ตัวเมียประทับใจ
ทุกอย่างขึ้นอยู่กับ การแสดงของมัน
นกตัวเมียอาจดูขี้เหร่ แต่พวกมันก็ช่างเลือก
ตอนนี้ถึงเวลาสำรวจ อย่างใกล้ชิด
ฝั่งขวาก็ดูใช้ได้ แล้วฝั่งซ้ายล่ะ
น่าประทับใจทีเดียว แต่มันสวยหรูคู่ควรพอแล้วรึยัง
แย่จริง เธอตีจากไปแทนคำตอบ
ความช่างเลือกของนกตัวเมีย รุ่นแล้วรุ่นเล่า
คือตัวขับเคลื่อนวิวัฒนาการ ของรูปโฉมงดงามนี้
นกตัวผู้ยิ่งสวยงาม ตระการตาเท่าไร
ก็ยิ่งมีโอกาส เข้าตาตัวเมียมากขึ้น
นิวกินีตั้งอยู่ในแนวเขตร้อน อันอบอุ่น
ที่พาดผ่านรอบโลก ตามแนวเส้นศูนย์สูตร
ปริมาณน้ำฝนที่เหลือเฟือ และแสงแดด
วันละ 12 ชั่วโมง ทุกวันตลอดปี
ทำให้ป่าฝนที่นี่ งอกงามสมบูรณ์
แต่เหลือเชื่อ มีแสงแดดเพียง 2% เท่านั้น
ที่ลอดผ่านลงมาถึงพื้นดิน
เมล็ดพืชที่อยู่ที่พื้นต้องต่อสู้ เพื่อที่จะเติบโต
แต่มันจะไม่ได้มืดสลัว อยู่ตลอดไป
อวสานของต้นไม้ยักษ์ เป็นเรื่องน่าเศร้า
แต่ก็เป็นสิ่งที่จำเป็นต้องเกิดขึ้น
เพื่อรักษาความสมบูรณ์ ของป่าไว้
แสงแดดที่ผ่านลงมาเต็มที่ จะนำชีวิตมาสู่พื้นป่า
พื้นที่ 6 ไร่ของป่าฝน อาจมีต้นไม้มากถึง 250 ชนิด
ซึ่งมากเป็น 10 เท่าของจำนวน ชนิดต้นไม้ในอังกฤษ
และความต้องการแสงแดด
ก็ทำให้ต้นไม้แข่งขันกัน เติบโตขึ้นไปหาดวงอาทิตย์
ทุกนาทีล้วนมีค่า
เมล็ดพืชที่ร่วงหล่น เมื่อไม่กี่วันก่อน
เร่งแทงใบชูยอด ผ่านกองซากใบไม้ขึ้นมา
คู่แข่งในป่ามีมากมาย การเริ่มต้นดีย่อมมีชัยไปกว่าครึ่ง
ต้นไม้แต่ละชนิด มีกลยุทธ์เฉพาะตัว
ในการใช้ประโยชน์ให้มากที่สุด
ในเมื่อมันไม่ค่อยมีโอกาส
เมล็ดของไม้เนื้อแข็ง งอกเป็นต้นได้เร็ว
แต่จะค่อยๆ เติบโตอย่างช้าๆ และสม่ำเสมอ
เหมือนเต่า ในนิทานกระต่ายกับเต่า
เถาวัลย์และไม้เลื้อย
เร่งเติบโตเพิ่มความยาว มากกว่าจะเพิ่มขนาดลำต้น
ทำให้พวกมันต้องอาศัย ต้นไม้อื่นค้ำพยุง
กลยุทธ์ของพวกไม้เลื้อย ดูยุ่งยาก
แต่พวกมันก็มีวิธีการของตน
ส่วนยอดที่กำลังเติบโต จะขดเป็นวงเหมือนบ่วงบาศ
เพื่อหาที่เกาะเกี่ยวเป็นหลัก ให้ลำต้นที่ผอมบาง
หนวดของมัน จะขดเป็นวงหลายชั้น
เพื่อว่าถ้าหลักของมันเคลื่อนไป
มันก็จะยืดขยายตามได้ โดยไม่ขาด
แต่นักวิ่งหัวแถวในระยะนี้
คือพวกที่ขึ้นปกคลุมพื้นที่ ได้เร็วกว่าเพื่อน
เช่น ไม้สกุลเต้าหลวง
ใบขนาดใหญ่ของมัน รับแสงแดดได้มาก
ทำให้มันเติบโตเร็ว
ผลก็คือเต้าหลวงสามารถ เติบโตได้ถึงปีละ 8 เมตร
แซงหน้าคู่แข่งอื่นๆ แทบทุกชนิด
ในการแข่งขันชูต้น ขึ้นหาแสงแดด
มีต้นไม้นับร้อยๆ ที่เข้าแข่ง
แต่เหลือไม่กี่ต้น ที่จะไปถึงเส้นชัย
การเติบโตของพวกมัน ต้องชะงักลง
เพราะแสงแดดที่ลดลง
ในไม่ถึง 4 ปี ช่องว่างที่มีแสงแดดจะหมดไป
แต่การแข่งขันยังไม่จบลง
ผู้ชนะในขั้นสุดท้าย คือไม้เนื้อแข็ง
ซึ่งเหมือนเต่าที่วิ่งช้าๆ แต่สม่ำเสมอ
เมื่อนักวิ่งหัวแถว ซึ่งเป็นไม้อายุสั้นล้มลง
ไม้เนื้อแข็งจะเข้าแทนที่
แล้วยักษ์ใหญ่สูง 50 เมตร เช่น ต้นนี้
ก็จะยืนหยัดอยู่ในแสงแดด ไปได้อีก 2-3 ร้อยปี
ส่วนบนสุดคือเรือนยอดของป่า จัดเป็นห้องเครื่องของป่าทั้งป่า
บนนี้เองที่เราจะพบสัตว์ป่า แทบทุกชนิดของป่าฝน
แต่ถึงแม้จะมีใบไม้ผลไม้ เป็นอาหารมากมาย
พวกสัตว์ก็ยังไม่ค่อย จะมารวมตัวกันนัก
ที่นี่ไม่มีฤดูที่แตกต่างชัดเจน
ต้นไม้แต่ละชนิดออกดอก ออกผลในช่วงต่างๆ ของปี
ทำให้มีอาหาร กระจัดกระจายทั่วป่า
ลิงอย่างลิงทามารินเหล่านี้
หาอาหารทุกอย่าง ที่มันต้องการได้จากบนยอดไม้
แต่ในป่าฝนทั่วโลก
ยังมีไม้ผลชนิดหนึ่ง ที่ออกผลตลอดปี
มะเดื่อ
ทุกที่ที่มีต้นมะเดื่อ
จะเป็นเหมือนแม่เหล็ก ดึงดูดสัตว์นานาชนิด
ในป่าอเมซอน พวกแรกที่มาเก็บมะเดื่อ
คือลิงแมงมุม
ลิงพันธุ์ใหญ่เหล่านี้ เป็นนักกินมะเดื่อตัวยง
แต่พวกมันจองต้นมะเดื่อ ไว้ไม่ได้นาน
ก็มีสัตว์อื่นมาขอส่วนแบ่งบ้าง
อย่างลิงจิ๋ว เอ็มเพอเรอร์ทามาริน
ลิงทามารินก็ชอบมะเดื่อ
แต่ความตัวเล็กจิ๋วของมัน ทำให้ถูกตัวอื่นขู่ไล่ได้ง่ายๆ
ลิงกระรอกก็ตัวเล็ก แต่พวกมันมากันเป็นฝูงใหญ่
พวกมันอาจจะมีเวลา เก็บกินไม่นาน
จึงต้องเร่งคว้ามะเดื่อ ใส่ปากให้เร็วที่สุด
ลิงคาปูชิน เป็นจอมเกเรประจำป่านี้
พวกมันอยากจะยึด มะเดื่อสุกไว้เองทั้งหมด
มะเดื่อเป็นหนึ่งในไม้ผล ไม่กี่อย่างที่ออกผลตลอดปี
ดังนั้นเมื่ออาหารอื่นหายาก
ก็ยังมีผลมะเดื่อ ให้หาได้ที่โน่นที่นี่เสมอ
แม้แต่พวกที่กินใบไม้ อย่างลิงเฮาเลอร์
ก็ยังไม่ยอมพลาด มะเดื่อสุกแสนอร่อย
และลิงเฮาเลอร์ก็ตัวโต เกินกว่าที่ลิงคาปูชินจะขู่ไล่ได้
มะเดื่อเป็นอาหารยอดนิยม จนเราเห็นนกถึง 44 ชนิด
และพวกลิงผลัดเปลี่ยนกัน มากินอยู่ที่มะเดื่อต้นเดียว
ต้นไม้ที่กำลังออกผล เป็นสิ่งที่มีค่ามาก
ลิงหลายชนิด จึงหวงแหนอาณาเขต
ถ้าเราอาศัยอยู่บนยอดไม้
บางทีวิธีที่ดีที่สุดที่จะประกาศ อาณาเขตอาจเป็นวิธีนี้
เสียงร้องของเซียมัง หรือชะนีดำใหญ่
เริ่มขึ้นด้วยเสียงโต้ตอบ ระหว่างคู่จ่าฝูงตัวผู้และตัวเมีย
ไม่ช้าทั้งครอบครัว ก็มาร่วมประสานเสียง
กลายเป็นเสียงอึกทึก ดังไปทั่วป่า
เสียงร้องนี้ได้ยินไกลกว่า 1 ไมล์ และสื่อใจความชัดเจน
มันกำลังบอก ชะนีเพื่อนบ้านว่า
"นี่อาณาเขตของเรา ไปให้พ้น"
บนนี้เสียงร้องของชะนีดำใหญ่ ดังสนั่นกลบเสียงอื่นๆ
แต่ป่าฝนมีสัตว์ป่า มากมายหลากหลาย
จึงมีสัตว์อีกนับไม่ถ้วน ที่พยายามส่งเสียงอยู่เช่นกัน
ทุกระดับความสูง
ก็มีเสียงสัตว์อื่นๆ แตกต่างกันไป
ในช่วงเช้าตรู่
เพลงประสานเสียงประจำป่า จะอึกทึกเป็นพิเศษ
และยิ่งอากาศเย็น ก็จะยิ่งดังไปไกล
แต่มีน้อยเสียง ที่จะทะลุทะลวง
ผ่านป่าทึบไปได้ไกล
เท่ากับเสียงขับร้องทุ้มลึก ของอุรังอุตังตัวผู้
ในช่วงกลางวัน ไม่ค่อยมีสัตว์ส่งเสียงมากนัก
อากาศร้อนอบอ้าว ทำให้เสียงไม่แผดดัง
เมื่อคล้อยบ่าย
นักร้องอีกกลุ่มหนึ่ง ก็เริ่มซ้อมออกเสียงบ้าง
พวกแมลงส่งเสียง ประสานกลมกลืน
โดยให้เสียงร้องของตน
แทรกกลางระหว่าง ตัวโน้ตของตัวอื่นๆ
นักร้องหลายชนิดยึดถือ ตารางเวลาขับร้องเป็นสำคัญ
พอ 6 โมงเช้า จั๊กจั่นก็เริ่มบรรเลงทันที
ช่วงค่ำวงออเคสตร้าวงใหม่ ยกออกมาบรรเลง
เสียงกู่ร้องที่แข่งกันดัง ผสมปนเป
เป็นเสียงหนวกหูสำหรับเรา
แต่กบสามารถปรับหูของมัน
ให้ได้ยินเฉพาะเสียง ของพวกเดียวกัน
เสียงร้องเกี้ยวพาราสี สะท้อนมาจากทั่วทุกมุม
กบต้นไม้ตัวผู้ กระโดดจากยอดไม้
เพื่อชะลอการร่อนลง
มันใช้ตีนพังผืดขนาดใหญ่ แทนร่มชูชีพ
กบต้นไม้ขนาดใหญ่เหล่านี้
อยู่แต่บนยอดไม้สูง เกือบตลอดชีวิต
และจะลงมา เฉพาะในช่วงผสมพันธุ์
เมื่อตั้งตัวได้เรียบร้อย มันจะเริ่มขับร้อง
เรียกหาตัวเมียที่มองไม่เห็น
ตอนนี้ถึงเวลาที่ตัวเมีย ต้องออกโรงบ้าง
มีกบตัวผู้มากมายให้เลือก
แต่กบตัวเมียนี้ ได้ตกลงปลงใจแล้ว
มันมุ่งหน้าไปหาเสียงร้อง ที่ดังที่สุด
เพราะเสียงที่ดัง ย่อมมาจากกบตัวโต
ซึ่งยิ่งโตก็ยิ่งดี
กว่าจะไปถึง
มันต้องผ่านดงกบหนุ่ม ตัวเล็กจำนวนมาก
โอกาสเดียว ที่พวกมันจะได้จับคู่
คือต้องดักสกัดตัวเมียเอาไว้
มันทำสำเร็จ
แต่กบตัวเมีย ยังคงทยอยมาเรื่อยๆ
และคงจะไม่หมดจนกว่า เจ้ากบตัวโตจะหยุดส่งเสียง
ตีนพังผืด ซึ่งช่วยในการกระโจน
ตอนนี้มีประโยชน์ด้านอื่น
2 ตัวจึงจะจับคู่ได้
3 ตัวอาจยุ่งยากเกินไป
แต่ถึงอย่างไรกบตัวผู้ทุกตัว ล้วนมีนิ้วหัวแม่มือที่แห้งสนิท
ช่วยให้สามารถยึดจับ ลำตัวชื้นๆ ของตัวเมียได้มั่นคง
ใครมาก่อนก็ต้องได้ก่อน
การอยู่ในสภาพแวดล้อม ที่ชื้นแฉะเช่นนี้
ทำให้กบป่าไม่ค่อยผูกพัน กับห้วยหนองคลองบึง
กบเหล่านี้สามารถวางไข่ นอกแหล่งน้ำด้วยซ้ำ
ไข่กบเหล่านี้ จะไม่แห้งไปง่ายๆ
และบนนี้ยังปลอดภัย จากพวกนักล่าด้วย
นับว่าแปลกที่ในป่าฝน ไม่ได้มีฝนตกทุกวัน
แต่กระนั้นก็ยังมีปริมาณน้ำฝน มากกว่าที่อื่นๆ ทั่วโลก
No comments yet. Be the first to leave one.