முதல் 200 வரிகள்.
ผมชื่อเฟรด บราทเวต
ส่วนมากพวกคุณคงรู้จักผมในชื่อ แฟ็บไฟฟ์เฟรดดี้
คนที่เคยเป็นพิธีกรรายการแร็ปบนเอ็มทีวี
- แฟ็บไฟฟ์เฟรดดี้ - โย่ๆ ๆ
- รายการอันดับหนึ่ง - เพลงแร็ป
- แฟ็บไฟฟ์เฟรดดี้ - โย่ๆ
ผมโตมาในย่านเบด-สไตย์ในบรุกลิน นิวยอร์ก
พ่อทูนหัวของผมเป็นมือกลองเพลงแจ๊ส แม็กซ์ โรช และเป็นเพื่อนสนิทกับพ่อผม
บ้านของเราคึกคักเสมอ
มีเพลงดีๆ อาหารอร่อยๆ ของแม่บนเตา
และเพื่อนพ่อผมก็มาที่บ้านบ่อยๆ
พูดคุยสนทนาในทางความคิดและสติปัญญา ในระหว่างที่สูบกัญชาชั้นดี
ผมก็เหมือนกับพ่อและเพื่อนพ่อ
ผมเป็นผู้เชี่ยวชาญ และผู้ให้การสนับสนุนกัญชามายาวนาน
คนอเมริกามากกว่าครึ่งเห็นด้วยกับผม
เมื่อกัญชาเข้าสู่กระแสหลัก มันก็ง่ายที่จะลืมอดีต
จากการเป็นสิ่งต้องห้ามมาเกือบร้อยปี
ชีวิตนับล้านต้องถูกทำลายในสงครามยาเสพติด
ในเมื่อกระแสของการทำให้เป็น สิ่งถูกกฎหมายแพร่ไปทั่วประเทศ
คุณต้องถามว่า "แล้วทำไมต้องให้กัญชา เป็นสิ่งผิดกฎหมายตั้งแต่แรกด้วย"
(เพื่อการแพทย์ 36 เพื่อสันทนาการ 10)
แล้วทำไมอเมริกาถึงพึ่งมายอมรับตอนนี้
การเดินทางเพื่อตอบคำถามนี้ของผม เริ่มต้นที่ตรงนี้
ในห้องเก็บแผ่นเสียงเก่าของพ่อผม
ประวัติศาสตร์ของกัญชาในอเมริกา ได้ผูกติดกับ
ประวัติศาสตร์ของดนตรีในอเมริกามายาวนาน
เกือบ 100 ปีก่อน
ผู้สนับสนุนรายใหญ่ในตอนนั้นคือนักดนตรีเพลงแจ๊ส
ทำไม เกิดอะไรขึ้นกับเจ้าตัวนี้
- เขาเมา - หมายความว่ายังไงที่ว่าเมา
- สูบเนื้อไปเต็มๆ - สูบเนื้อไปเต็มๆ เหรอ
- ใช่ - แล้วเจ้านี่เป็นใครกันแน่
นี่คือหนุ่มบุหรี่ยัดไส้
- หนุ่มบุหรี่ยัดไส้เหรอ - ใช่
ทำไม ดูเจ้านั่นสิ ดูเหมือนว่าเขากำลังเสียสติ
- เขาเสียสติไปแล้ว - เสียสติไปแล้วเหรอ
- ใช่ - เร็วเข้า ไปจากที่นี่กันเถอะ
(แค็บ คาลโลเวย์ "รีฟเฟอร์แมน")
(แอนดี้ เคิร์กและวงออเคสตร้า "ออล เดอะ ไจฟ์ อีส กอน"
พวกเขาใช้ชื่อเรียกใหม่
แค็บ คาลโลเวย์ เป็นหนึ่งในคนแรกๆ อยู่แล้ว
ด้วยเพลงที่ชื่อว่า "รีฟเฟอร์ แมน"
ประชาชน 99.9% ไม่รู้ว่าเขาพูดถึงอะไร
บุหรี่ยัดไส้ เกจ ปุ๊น และเนื้อ
เป็นศัพท์สแลงบางคำที่พวกแวดวงแจ๊สใช้
ตอนที่ร้องเพลงเกี่ยวกับกัญชา
คำพวกนี้กลายเป็นศัพท์สแลง ที่เป็นที่นิยมที่ใช้มาถึงทุกวันนี้
ไม่เพียงแค่นักดนตรีแจ๊สสูบ
แต่ทุกคนรู้ว่ามันช่วยให้พวกเขาทำงานได้
ตอนที่คุณเมากัญชา เพลงช้าลงเล็กน้อย
แล้วคุณก็ด้นสดไปได้อย่างลื่นไหล
นักดนตรีที่สูบกัญชา
พวกเขารู้กันดีว่า แฟตส์ วอลเลซ และดุ๊ก เอลลิงตัน และพวกเขาทั้งหมด
มันช่วยให้พวกเขาเกิดความคิดสร้างสรรค์
ผมสูบมา 70 ปีแล้ว
และก็ชอบมากด้วย
(ชาร์ลี แกเบรียล พรีเซอเวชั่นฮอลแจ๊สแบนด์)
ย้อนกลับไปในยุคของแจ๊ส มีการพูดถึงเรื่องพืชนี้
เพราะพืชนี้เป็นสิ่งที่ช่วยให้พวกเขา สมองแล่น
และใช้ความคิดอย่างมีสมาธิ เพื่อสร้างสรรค์ดนตรีที่คลาสสิกที่สุด
ที่เคยเขียนมา ที่เคยผลิตขึ้นมา
ที่เคยร้องกันมา และมันก็อยู่ไปนิรันดร์
มีบางอย่างเกี่ยวกับกัญชา ที่นำสิ่งที่ดีที่สุดในตัวคุณออกมา
ถ้าคุณสัมผัสเข้าถึงจิตวิญญาณของคุณ มันถึงมาอยู่จุดนี้ได้
มีเพลงจากอัลบั้มรีฟเฟอร์ซองหลายเพลง อย่าง "ไลท์อัพ"
(เคอร์มิท รัฟฟินส์ ตำนานแจ๊สแห่งนิวออร์ลีนส์)
มีอีกเพลง
ไจฟ์หายไปหมดแล้ว
ไจฟ์หายไปหมดแล้ว
ฉันเคยสนุก แต่ตอนนี้ฉันต้องหนี เพราะไจฟ์หายไปหมดแล้ว
เพราะในสมัยนั้น พวกเขาเรียกกัญชาว่าไจฟ์
ความปรารถนาล่าสุดที่ประเทศต้องการ คือไจฟ์ๆ ๆ
คุณสามารถตามหาต้นกำเนิดของกัญชา ไปที่เมืองนิวออร์ลีนส์
เมืองท่าที่เป็นหม้อหลอมรวมวัฒนธรรม และเป็นที่กำเนิดของเพลงแจ๊ส
ใช่แล้ว ที่รัก นิวออร์ลีนส์
ในตอนที่มีแต่นักดนตรีเจ๋งๆ เท่านั้น ถึงจะรู้ว่าจะหาบุหรี่ยัดไส้ดีๆ
ได้ในคลับใต้ดินพวกนั้น
นี่คือเพลงต้นตำรับของรีฟเฟอร์ซอง
ซ่อนบุหรี่ยัดไส้ ไอ้พวกน่ากลัวมาแล้ว
ซ่อนบุหรี่ยัดไส้ ไอ้พวกน่ากลัวมาแล้ว
ซ่อนบุหรี่ยัดไส้ ไอ้พวกน่ากลัวมาแล้ว
ซ่อนบุหรี่ยัดไส้ ไอ้พวกน่ากลัวมาแล้ว
กัญชาและกัญชง พืชในวงศ์ใกล้ชิดกัน ถูกใช้ทั่วเอเชียเป็นเวลาหลายร้อยปี
และเดินทางข้ามโลกมา ผ่านเส้นทางการค้า
ตัวกัญชาเองไม่ได้กลายเป็นปัญหาสังคม
จนกระทั่งมีรายงานในช่วงแรกๆ ในเอลปาโซ เท็กซัสและก็ในนิวออร์ลีนส์
ว่ามีชนกลุ่มน้อยสูบกัญชา
กัญชา จากจุดที่เข้ามาในอเมริกา ได้เกี่ยวข้องกับคนสองกลุ่ม
ที่ทำให้ชาวอเมริกัน เกิดความกังวลใจอย่างใหญ่หลวง
จากประวัติศาสตร์ตอนนั้นและแม้กระทั่งเดี๋ยวนี้
และนั่นก็คือชาวแอฟริกัน-อเมริกัน และวัฒนธรรมแจ๊สในนิวออร์ลีนส์และเม็กซิกัน
ที่จริงชื่อของกัญชาเป็นที่รู้จัก ในกระแสหลักว่ามารีฮวนน่า
เพื่อให้มีความเป็นเม็กซิกันอยู่
เราพูดถึงเรื่องที่เกิดขึ้นในช่วง สามทศวรรษแรกของศตวรรษที่ 20
ซึ่งเป็นช่วงหนึ่งที่เกิดความชังคนต่างชาติพันธุ์ มากที่สุดในประวัติศาสตร์อเมริกา
แม้ว่าตอนนี้เราจะดีขึ้นมากแล้ว
แต่มันเป็นช่วงเวลา ที่เกิดความชังคนต่างชาติพันธุ์มากจริงๆ
เมื่อคุณพูดถึงคนที่ผ่านทางเม็กซิโกเข้าสู่เท็กซัส
การที่ชาวยิวและอิตาเลียนเข้ามา
การที่ชาวแอฟริกัน-อเมริกัน ย้ายถิ่นเข้าสู่เมืองทางเหนือ
ประชากรชาวเมืองในอเมริกาทั้งหมดเปลี่ยนไป
และก็มีความวิตกกังวลมากมาย ในหมู่ประชาชนเหล่านี้
พวกเขากังวลว่าพวกคนผิวดำในนิวออร์ลีนส์
ที่สูบกัญชา
จะใช้มันหลอกล่อเด็กวัยรุ่นผิวขาว
แล้วทำให้พวกเขาติดยาอันลึกลับ ที่พวกเขาไม่รู้จักมันเลย
แจ๊สเป็นดนตรีแบบใหม่ในศตวรรษที่ 20
และหลุยส์ อาร์มสตรองก็เป็นผู้บุกเบิก
หลุยส์ อาร์มสตรองเป็นต้นแบบที่สำคัญ ในการพัฒนาดนตรีแจ๊สขึ้นมา
ผมเกิดในปี 1900 บนถนนที่เขาเรียกว่า เจมส์ อัลลีย์
มันอยู่หลังเมือง นั่นคือนิวออร์ลีนส์อย่างแท้จริง
และตอนผมเป็นเด็ก พวกเขาก็เคยเรียกผมว่าหลุยส์น้อย
และผมโตขึ้นมาที่นั่น ได้ฟังแต่ดนตรีดีๆ
เรารู้ว่าหลุยส์เริ่มสูบกัญชามาก่อน
และเขาก็สูบมาตลอดชีวิต
หลุยส์เป็นหนึ่งในผู้สูบกัญชาที่มีชื่อเสียงยุคแรกๆ
และเห็นได้ชัดว่า ถ้าคุณฟังดนตรีของเขา คุณจะเห็นว่ากัญชา
ส่งผลต่อดนตรีของเขาอย่างมาก
เมื่อถึงยุค 1920 บางรัฐได้เริ่มประกาศ ให้การใช้กัญชาเป็นสิ่งผิดกฎหมาย
รวมถึงแคลิฟอร์เนีย
ในปี 1930 หลุยส์ อาร์มสตรองทำการแสดง ที่คอตตอนคลับ ในคัลเวอร์ซิตี้
ตอนที่เขาถูกจับระหว่างสูบกัญชา ช่วงพักการแสดง
เราอยู่ในบ้านของหลุยส์ อาร์มสตรอง ที่ได้รับการสงวนให้เป็นพิพิธภัณฑ์
โต๊ะนี้ทั้งหมดเป็นเครื่องอัดเทปของหลุยส์ แว่นตาของหลุยส์มั้ง ผมไม่รู้
เทปทั้งหมด
สิ่งที่เรารู้จักเกี่ยวกับหลุยส์ อาร์มสตรองส่วนมาก
มาจากคำพูดและตัวหนังสือของเขา
เขาเปิดเผยในเรื่องการใช้กัญชา
และเขาก็ไม่ได้พูดจาอ้อมค้อม ในการต่อต้านคำสั่งห้ามใช้
สิ่งหนึ่งที่หลุยส์ไม่มีทางเข้าใจ คือทำไมกัญชาถึงผิดกฎหมาย
เขาบอกผู้จัดการของเขา
"ผมไม่สนเรื่องใบอนุญาตในการพกปืนนักหรอก
สิ่งเดียวที่ผมต้องการคือ ใบอนุญาตให้พกสิ่งดีๆ อย่างนี้
คุณต้องไปจัดการให้ผมมีใบอนุญาตพิเศษ
ที่จะสูบบุหรี่ยัดไส้ที่ผมต้องการ ในเวลาที่ผมต้องการ
ไม่อย่างนั้น ผมคงต้องเลิกเล่นดนตรี"
เขาเกิดก่อนยุคไปมาก เพราะหลุยส์อยากได้ใบอนุญาตให้สูบกัญชา
"ผมไม่ต้องการเครียด และกลัวว่าจะถูกจับในทุกนาที
ถูกขังคุก เพราะเรื่องเล็กน้อยอย่างกัญชา"
คำพูดของหลุยส์ก็ฟังดูมีเหตุผล แต่ก็ยังดูสุดโต่งในตอนนั้น
และมันก็ยังเป็นจริงจนถึงทุกวันนี้
ทำไมพืชที่ทำให้มึนเมาเล็กน้อย ที่ขึ้นตามธรรมชาติทั่วโลก
ถึงทำให้รัฐบาลอเมริกากลัวนัก
และคุ้มที่จะทำสงครามต่อต้าน
ทั้งหมดนั้นเป็นเพราะคนๆ เดียว
เขาชื่อว่า แฮร์รี่ แอนสลิงเกอร์
แขกพิเศษของเราในคืนนี้คือ แฮร์รี่ เจ แอนสลิงเกอร์
อธิบดีปราบปรามยาเสพติดแห่งสหรัฐอเมริกา กรมธนารักษ์
เป็นหน้าที่ของกรมธนารักษ์
ที่จะปราบปรามกระแสของ ยาเสพติดที่เป็นอันตรายร้ายแรง
กรมธนารักษ์ตั้งใจที่จะทำสงครามอย่างไม่ลดละ
กับพวกชั่วร้าย พวกขายยา
ที่ใช้ความอ่อนแอของเพื่อนมนุษย์เป็นเหยื่อ
หนึ่งในผู้บุกเบิกการห้ามใช้กัญชา
อาจเรียกได้ว่าบิดาแห่งการห้ามใช้กัญชา
คือแฮร์รี่ แอนสลิงเกอร์
)
แฮร์รี่ แอนสลิงเกอร์ เป็นรองหัวหน้า แผนกปราบปรามมาก่อน
ในปี 1930 เขาได้กลายเป็นหัวหน้า ในสำนักงานยาเสพติดคนแรก
สิ่งที่คุณต้องรู้เกี่ยวกับแอนสลิงเกอร์คือ
ลึกๆ นั้น เขาเป็นพวกเหยียดผิว
และนั่นก็อธิบายถึงวิธีที่เขามองว่า
ควรใช้มาตรการใดกับคน
ที่แค่สูบดอกไม้ที่ไร้พิษภัย
ผมอาจบอกได้ว่าเราพบว่าเด็กวัยรุ่นติดยา
ในละแวกหนึ่ง และในย่านหนึ่ง
ตัวอย่างเช่น คุณสามารถแบ่งได้ตรงนี้
คุณเห็นในนิวอิงแลนด์เพียงเล็กน้อย
พอมาที่นิวยอร์ก ฟิลาเดลเฟีย พิตต์สเบิร์ก
ดีทรอยต์ ชิคาโก นิวออร์ลีนส์
คนอเมริกาส่วนใหญ่ในตอนนั้น
คงรู้ถึงความหมายที่แอนสลิงเกอร์ต้องการจะสื่อ
รู้กันดีว่าเมืองพวกนั้น มีคนผิวดำและน้ำตาลอยู่มากมาย
แอนสลิงเกอร์เก่งในเรื่องการประชาสัมพันธ์ และข่าวปลอม
ดังนั้นสิ่งที่เขาสามารถทำได้ คือสร้างเรื่องขึ้นมาใหม่ได้เสมอ
เขาเอาแต่รวบรวมเรื่องน่ากลัวพวกนี้
เรื่องราวน่าตกใจเกี่ยวกับความเสียหาย ที่เกิดขึ้นเพราะกัญชา
นี่เป็นแค่ตัวอย่างเล็กๆ ของสิ่งที่ผมเรียกว่า กอร์ไฟล์
การประชุมคนผิวดำแฮมป์ตัน
กัญชาสร้างภาพหลอนและวิกลจริต
โอเค อันนี้ดีกว่า
"เกิดเหตุฆ่าคนตายที่โรงพยาบาลหกคน ชาวเม็กซิกันคลั่งเพราะกัญชา
ถือมีดแล่เนื้อวิ่งอาละวาด"
และนี่ตีพิมพ์ในนิวยอร์กไทมส์ในปี 1925
อันนี้ดีเลย
"ครอบครัวเม็กซิกันเป็นบ้า
ผู้หญิงกับลูกสี่คนเสียสติ
จากการกินต้นกัญชา แพทย์กล่าวว่า
ไม่มีหวังที่จะช่วยชีวิตเด็กได้
และผู้เป็นแม่ก็ต้องเสียสติไปตลอดชีวิต"
ในตอนนั้น คนอเมริกันส่วนมากไม่รู้เรื่องกัญชา
ดังนั้น ความคิดก็คือ อย่างน้อยสำหรับแอนสลิงเกอร์
คือสร้างการรับรู้ ต่อเรื่องภัยอันตรายของสังคมเรื่องนี้
ซึ่งที่จริงแล้ว มันไม่ใช่ภัยอันตรายของสังคมเลย
หนึ่งในคดีใหญ่คือคดีของวิคเตอร์ ลิคาตา
และนี่คือที่ที่แอนสลิงเกอร์จะ...
นี่คือนิตยสารอินไซด์ดีเทคทีฟ
และนี่คือคนคลั่งกัญชา
วันหนึ่ง วิคเตอร์ ลิคาตาใช้ขวานฆ่าพ่อแม่
น้องชายสองคนและน้องสาว
No comments yet. Be the first to leave one.