முதல் 200 வரிகள்.
(ปี 1982 นโยบายลูกคนเดียว บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญของจีน)
(ในวันที่ยุตินโยบายลูกคนเดียว พรรคคอมมิวนิสต์ของจีนประกาศว่า)
(นโยบายลูกคนเดียว ทำให้ประเทศมีอำนาจมากขึ้น)
(ประชาชนเจริญก้าวหน้าขึ้น และโลกมีสันติภาพมากขึ้น)
ฉันเกิดที่จีนในปี 1985
ยุคที่วิกฤติประชากรของจีนเป็นข่าวพาดหัวทั่วโลก
คนจีนมีมากกว่าหนึ่งพันล้านคน
สถิตินั้นเป็นปัญหาใหญ่ด้านเศรษฐกิจ
ของประเทศยิ่งกว่าสิ่งอื่นใด
เมื่อถึงกลางศตวรรษหน้า
หากครอบครัวชาวจีนมีบุตรโดยเฉลี่ยสามคน
ก็จะเกิดปัญหาความอดอยาก
แต่หากมีลูกครอบครัวละหนึ่งคน มาตรฐานความเป็นอยู่จะสูงขึ้นเท่าตัว
ดังนั้นจึงมีความพยายามอย่างที่สุด ที่จะควบคุมจำนวนประชากร
เพื่อจำกัดให้ครอบครัวมีลูกเพียงคนเดียว
ทางการจีนใช้มาตรการกระตุ้นทางเศรษฐกิจ การเรียกเงินค่าปรับและโฆษณาชวนเชื่อ
ป้ายบิลบอร์ดเช่นนี้มีให้เห็นทั่วประเทศ
พวกเขาต้องพยายามอีกมาก
หกปีก่อนฉันเกิด
จีนออกนโยบายลูกคนเดียว
ฉันเติบโตมากับการเห็นรัฐ ย้ำเตือนนโยบายนี้ทุกหนทุกแห่ง
พวกเขาวาดรูปบนผนัง พิมพ์บนไพ่...
ปฏิทิน
กลักไม้ขีดไฟ
กล่องขนม โปสเตอร์
ทั้งหมดกลมกลืนเข้ากับพื้นฐานชีวิตในจีน
ฉันไม่เคยคิดเลยว่ามันมีความหมาย กับฉันหรือคนอื่นยังไง
จนเมื่อฉันรู้ตัวว่ากำลังจะเป็นแม่คน
ลูกของเราคลอดก่อนกำหนดเจ็ดสัปดาห์
ฉันไม่ได้เตรียมใจเลย
ทันทีที่เขาเกิด พยาบาลก็พรากเขาไปจากฉัน
การถูกจับแยกและความกลัว เกี่ยวกับสุขภาพของลูกนั้นทรมานใจมาก
สิบสองวันต่อมา ฉันก็พาเขากลับบ้านได้ และได้อุ้มเขาในที่สุด
นี่ผมของแม่นะ
การเป็นแม่นั้น เหมือนให้กำเนิดความทรงจำของตัวเอง
ภาพต่างๆ จากวัยเด็กย้อนกลับมาหาฉัน
ฉันคิดถึงพ่อแม่ตัวเองและชื่อที่พวกท่านตั้งให้
พวกท่านเลือกชื่อหนานฝูตั้งแต่ก่อนฉันเกิด
หนานแปลว่า "ผู้ชาย" ส่วนฝูแปลว่า "เสา"
(ผู้ชาย เสา)
พวกท่านหวังจะได้ลูกชาย ที่จะเติบโตมาเป็นเสาหลักของครอบครัว
เมื่อฉันเกิดมาเป็นผู้หญิง
พ่อแม่ก็ยังตั้งชื่อฉันว่าหนานฝูอยู่ดี
ด้วยหวังว่าฉันจะเติบโตอย่างแข็งแกร่งเยี่ยงชาย
ฉันจำป้ายต่างๆ ที่รัฐบาลแขวน
บนประตูหน้าบ้านทุกหลังในหมู่บ้านของฉันทุกปีได้
หมายถึงการที่แต่ละครอบครัว ยึดถือในค่านิยมของพรรคคอมมิวนิสต์
ป้ายแต่ละแผ่นจะมีรูปดาวติดอยู่
เป็นการบ่งบอกว่าครอบครัวนั้นปฏิบัติตัวดีแค่ไหน
รวมถึงดาวสำหรับครอบครัวที่มีลูกไม่เกินหนึ่งคน
ครอบครัวเราไม่เคยได้ดาวดวงนั้น
ฉันจำได้ว่าถูกส่งไปเรียนมัธยมในเมือง
เพราะหมู่บ้านเรามีแค่โรงเรียนประถม
เด็กในเมืองส่วนใหญ่มาจากครอบครัวลูกคนเดียว
ทุกครั้งที่มีคนรู้ว่าฉันมีน้องชาย
ฉันจะรู้สึกอาย
เหมือนครอบครัวเราทำผิดด้วยการมีลูกคนที่สอง
(หมู่บ้านหวาง มณฑลเจียงซี บ้านเกิดของฉัน)
รัฐมีนโยบายลูกคนเดียว แล้วแม่มีน้องชายให้หนูได้ยังไง
เราอยู่ในชนบทไง ในชนบท ประชาชนมีลูกสองคนได้
แต่ลูกสองคนต้องอายุห่างกันห้าปี
นั่นคือสาเหตุที่ลูกกับน้องห่างกันห้าปี
นั่นแหละเราถึงได้มีลูกสองคนได้
มองคุณยายอยู่เหรอลูก
คุณยายกำลังเล่าเรื่องตอนที่แม่เกิดไงลูก
สมัยนั้นรัฐบาลเคร่งครัด กับนโยบายลูกคนเดียวมาก
ฉันเห็นหลายบ้านถูกรื้อทำลาย...
เพราะครอบครัวขัดขืนการบังคับทำหมัน
หลังคาบ้านพวกเขาถูกรื้อทิ้ง
ตอนนั้นยังไม่อนุญาตให้อัลตราซาวด์ดูเพศเด็ก
ตอนแม่กำลังจะคลอดน้องชายลูก
ย่าของลูกเอาตะกร้าไม้ไผ่มาวางในห้องนั่งเล่น
แล้วบอกว่า
"ถ้าได้ลูกสาวอีก เราจะเอาใส่ตะกร้า"
"ไปทิ้งไว้ข้างถนน"
พอคลอดปุ๊บ หมอตำแยก็ร้องออกมาว่า "ผู้ชายๆ" ทันที
คุณปู่ของลูกตื่นเต้นมาก
เขาตะโกนอย่างดีใจ "จุดประทัดฉลองกันเถอะ"
น้องชายของหนูเกิดในปี 1990
หลังจากที่หลานเกิด แม่ของหลานก็จะโดนจับทำหมัน
ย่าของหลานไม่กล้าขัดขืน
เกือบอนุญาตให้พวกนั้นทำหมันแม่ของหลานแล้ว
แต่ปู่ไม่ยอม
ในที่สุดพวกเขาก็ยอมให้แม่มีลูกคนที่สองได้ หลังจากผ่านไปห้าปี
ปู่ทนรอห้าปีได้
ใครสั่งให้ทำหมันคะ
เจ้าหน้าที่หมู่บ้านน่ะสิ
หลานยาย ตอนนี้อะไรก็ดีไปหมด ทุกอย่างดีขึ้นเยอะเลย
ชีวิตลูกง่ายกว่าแม่เยอะ
ฉันย้ายไปสหรัฐฯ หกปีก่อนที่ลูกชายจะเกิด
การพาเขากลับหมู่บ้านเป็นครั้งแรก
ทำให้ฉันเห็นว่าการเป็นพ่อแม่ในประเทศจีนนั้น มันเจ็บปวดทรมานขนาดไหน
พอไปเยี่ยมโรงเรียนอนุบาลในหมู่บ้าน ที่แม่ฉันสอนอยู่
ฉันก็นึกได้ว่าเรามีหนังสือเรียน เกี่ยวกับนโยบายลูกคนเดียว
ตั้งแต่เรายังเด็ก
ชีวิตของเราดีจัง
ฉันเคยคิดว่าฉันรู้ทุกอย่างที่ต้องรู้แล้ว
เกี่ยวกับนโยบายลูกคนเดียว
เรามีชีวิตที่ดีเหลือเกิน
แต่ตอนนี้ฉันสงสัยว่า ความคิดพวกนั้นเป็นของฉันเองจริงๆ
หรือเป็นสิ่งที่ฉันเรียนรู้มากันแน่
ฉันขอให้เพื่อนบ้านพาไปหาอดีตผู้ใหญ่บ้าน
ที่อยู่ในตำแหน่งตอนเริ่มนโยบายลูกคนเดียว
เขาเป็นคนหนึ่งที่คุณปู่โต้เถียงด้วย
เรื่องทำหมันแม่ของฉัน
มาเปิดประตูหน่อยสิ
ฉันเป็นลูกสาวของครูเจ่าตี้ค่ะ
ฉันก็ว่าทำไมหน้าตาคุ้นๆ
ลูกสาวครูเจ่าตี้จากอเมริกามาเยี่ยมแน่ะ
หนานฝูใช่มั้ย
ใช่ค่ะ หนานฝู
เกือบจำไม่ได้แน่ะ
ค่ะ ฉันเปลี่ยนไปเยอะ แต่ก็ยังคล้ายแม่มาก
เหมือนมากเลยล่ะ ฉันถึงได้มองเธออยู่ตั้งนานสองนาน
ที่อเมริกาเขาเล่นไพ่กันรึเปล่า
เล่นค่ะ
(หวางทุนเต๋อ อดีตผู้ใหญ่บ้าน วัย 74 ปี)
ตอนนั้นคุณมีตำแหน่งอะไรคะ
ก็เป็นหัวหน้าทีมเจ้าหน้าที่หมู่บ้าน
เลขาธิการพรรคประจำหมู่บ้าน แล้วก็เป็นผู้ใหญ่บ้าน
การเอานโยบายลูกคนเดียวนั้นมาใช้น่ะยากมาก
ทำไมถึงได้ยากขนาดนั้นคะ
นโยบายลูกคนเดียวน่ะ
แต่ไหนแต่ไรมา ทุกคนก็อยากได้ลูกชาย
แต่นโยบายลูกคนเดียวเข้มงวดมาก
จะเปลี่ยนวิธีคิดของทุกคนมันยากมาก
ชาวบ้านทั่วไปเขาไม่เชื่อ
คุณอธิบายยังไงเมื่อพวกเขาไม่ยอมเชื่อ
ก็โน้มน้าวด้วยการโฆษณาชวนเชื่อ
ทุกหมู่บ้านจะมีการแสดงงิ้วและการร่ายรำ
ผมเขียนบทงิ้วเพื่อประชาสัมพันธ์ประโยชน์...
ของการมีลูกคนเดียว
(หลิวเสี่ยนเหวิน เจ้าหน้าที่โฆษณาชวนเชื่อการวางแผนครอบครัว)
เป้าหมายของผมคือโฆษณานโยบายลูกคนเดียว
โดยใช้ศิลปะพื้นบ้าน
มีลูกน้อยลงทำให้ชีวิตมีความสุขขึ้น
คนอย่างหลิวเสี่ยนเหวินเดินทางไปทั่วประเทศจีน เพื่อประชาสัมพันธ์นโยบายลูกคนเดียว
ตั้งแต่ฉันยังพูดไม่ได้
รอบตัวฉันก็มีแต่ข้อความชื่นชมนโยบายนี้
มีโทรทัศน์
เราจดจำนโยบายลูกคนเดียวจนขึ้นใจ
ตอนนี้ชีวิตของเราดีมาก เพราะวิสัยทัศน์ของพรรค
การแสดงในโรงละคร
นโยบายลูกคนเดียวเยี่ยมจริงๆ
นโยบายลูกคนเดียวทำให้เรามีความหวัง
จงทำตามนโยบายระดับชาติอย่างเต็มที่
และแม้แต่เพลงสำหรับเด็ก
ถ้าเธอมีลูกคนที่สอง เธอก็ทำผิดกฎหมาย
แล้วเธอก็จะโดนขัง
ถ้ายังพยายามหนี เธอก็จะติดคุก
คิดทบทวนดูให้ดี
แล้วอย่าหาว่าฉันไม่เตือน
และเช่นเดียวกับทุกคน ฉันเข้าคณะนักร้องประสานเสียง
นี่คือฉันที่กำลังร้องเพลงโฆษณาชวนเชื่อ
เราทุกคนแต่งหน้าเหมือนกัน แต่งตัวเหมือนกัน
และมีความคิดเดียวกัน
คุณพูดยังไงคะ ตอนที่ประชาสัมพันธ์นโยบายนี้
ก็บอกว่านโยบายนี้
มาจากผู้ใหญ่เบื้องบน
ผู้น้อยอย่างเราไม่อยากทำ แต่ก็ไม่มีทางเลือก
ก็อธิบายได้แค่นี้
ไม่งั้นเราก็ต้องรื้อบ้านพวกเขาทิ้ง
หรือไม่ก็ยึดทรัพย์สิน
การเป็นเจ้าหน้าที่สมัยนั้นมันยากมาก
เราต้องปฏิบัติตามคำสั่ง
แต่ชาวบ้านก็ไม่ยอม
พวกเขาต่อต้าน
ตอนที่คุณเห็นบ้านถูกรื้อ คุณคิดว่ามันโหดร้ายมั้ยคะ
ก็อาจจะโหดร้ายนะ
แต่นโยบายก็คือนโยบาย เราจะทำอะไรได้
อย่างที่บอกนั่นแหละ
มีเหตุการณ์ที่พวกผู้หญิง
ในหมู่บ้านแห่งหนึ่งไม่ยอมทำหมัน
แล้วทีนี้...
เจ้าหน้าที่อำเภอทุกคนก็เลยต้องแห่กันไป
ช่วยกันจับเธอทำหมัน
มันเลวร้ายจริงๆ
ผมทนดูไม่ไหว
พูดตรงๆ ผมไม่สามารถเข้าไปช่วยได้
ก็ได้แต่ยืนดู
เราเป็นเจ้าหน้าที่หมู่บ้านในชนบท
ก็ต้องทำตามคำสั่งที่ลงมาเป็นทอดๆ
การขัดขืนคำสั่งเป็นสิ่งที่ยอมไม่ได้
ตอนกำลังจะกลับ ฉันถามเพื่อนบ้านที่ไปกับฉัน
ว่าเขาจะพาฉันไปหา ผู้หญิงที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายนี้ได้มั้ย
เราไปเยี่ยมผู้หญิงบางคน ที่ถูกบังคับให้ทำแท้งได้มั้ย
ผมว่าไม่น่าไปหรอกนะ คุณอยากถ่ายทำอะไรที่นั่น
ฉันแค่อยากถามถึงประสบการณ์ที่พวกเธอเจอ
อย่าดีกว่า ใครจะไปอยากรื้อฟื้น ความทรงจำที่เจ็บปวดขนาดนั้น
แต่พวกเธอไม่เคยมีโอกาสได้พูดถึงมันเลยนะ
ฉันจะบอกให้นะ เธออย่าทำให้เขาเดือดร้อนดีกว่า
ฉันรู้ค่ะ... ฉันรู้
ถ้าเธอทำให้เขาเดือดร้อน แม่เธอจะต้องชดใช้
จำคำฉันไว้ให้ดี
ฉันไม่สนว่าน้าชายเธอจะเป็นเจ้าหน้าที่
ไม่ใช่ค่ะ ยายเข้าใจผิดแล้ว...
ถ้าเธอขืนสร้างความเดือดร้อนให้เขาละก็
ไม่ค่ะ ไม่
อย่าให้เขาเดือดร้อนละกัน
ไม่ต้องห่วงค่ะ ฉันไม่ทำ
No comments yet. Be the first to leave one.