The first 200 lines.
สิ่งที่นักเขียนบทละครตัวจริงต้องทำ คือพูดกับคนดูว่า
"นี่คือสิ่งที่คุณคิด
ว่าคุณเห็นในชีวิตทุกวัน"
แล้วจับมันมาพลิก บอกว่า
"นี่ต่างหากความเป็นจริง"
ลองคิดว่าเรารู้ความจริงสิ
คงเป็นความคิดที่งดงามมาก
เป็นเรื่องยอดเยี่ยมเลย
แล้วบางครั้งในชีวิต นักเขียนบทละครก็ทำได้
"นักเขียนบท อาร์เธอร์ มิลเลอร์ ได้รับรางวัลด้านศิลปะแทบทุกอย่าง"
"ซึ่งแสดงถึงความโดดเด่น ความสร้างสรรค์ และความชื่นชม"
"มหาชนจำนวนมาก ไปดูละครของอาร์เธอร์ มิลเลอร์"
"ยักษ์ใหญ่แห่งโรงละครอเมริกัน อาร์เธอร์ มิลเลอร์"
"พ่อฉันได้เป็นผู้มีชื่อเสียงระดับชาติ ในวงการโรงละคร"
"หลายสิบปีก่อนฉันจะเกิด"
"เขาอยู่มาหลายยุคสมัย แทบจะคนละชาติภพ"
- "คุณมิลเลอร์" - "ทำไมถึงปฏิเสธ"
- "คำเชิญประธานาธิบดีจอห์นสัน" - "คุณจะเขียนอะไรกันแน่"
"คุณจะเขียนบทตอน..."
"งานแต่งของมาริลินกับมิลเลอร์"
"คุณเป็นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์"
"หรือเคยเป็นสมาชิก พรรคคอมมิวนิสต์ไหม"
"อาร์เธอร์ มิลเลอร์ผิดจริง เจอทั้งจำทั้งปรับ"
"ตั้งแต่แรกๆ ฉันก็สัมผัสได้ ว่าตัวตนสาธารณะของพ่อ"
"ต่างจากชายที่ฉันรู้จักมาก"
"ฉันรู้สึกว่าฉันเป็นนักทำหนังคนเดียว ที่พ่อจะยอมให้เข้าใกล้พอ"
"ที่จะเห็นว่าจริงๆ พ่อเป็นยังไง"
"ฉันก็เลยเริ่มสัมภาษณ์ พ่อ กับพี่น้อง เพื่อนๆ"
"ถ่ายฟุตเทจในบ้านมาเพียบ"
"แล้วก็รวบรวม หนังและภาพถ่ายเก่าๆ"
"ตลอดช่วงเวลาประมาณ 20 ปี"
"ฉันเก็บฟุตเทจไว้ในคลังนานมาก"
"จนกระทั่งตัดสินใจได้ว่า มันไม่ควรถูกปิดตายอีกต่อไป"
ตัดสินใจรึยังคะว่าจะใส่อะไร
พ่อก็ตัดสินใจไว้แล้ว พ่อใส่แบบนี้มาทั้งอาทิตย์
พ่อลุกขึ้น แล้วนั่งลง แล้วก็ลืมหายใจไปเลย
โอเค พ่อ
มุมพวกนี้จะทำให้เป็นบ้าเอา
พ่อ ทำเฟอร์นิเจอร์กับเขียนบท มีอะไรคล้ายกันไหม
อย่างที่พ่อมองนะ
มันเป็นพลังที่อยากแหวกออก กับพลังที่อยากหดเข้า
แล้วถ้าจับทางของมันได้
เราก็ทำให้พลังเคลื่อนที่บนเวที
เหมือนกับสิ่งมีชีวิตได้
แล้วนำพาผู้คนไปด้วย
ถ้ามันอยู่เฉยๆ ไม่เคลื่อน
แปลว่าเราถ่ายทอด พลังบางส่วนออกมาไม่ได้
หรือดึงเอามาใช้ไม่ได้
"1. ต้นกำเนิด"
ปู่ชอบกินเหมือนพ่อไหมคะ
บางร้านนะ
รักเขาจนไม่ยอมให้เขาจ่ายเงินเลย
มีอยู่ร้านหนึ่งในช่วงนั้น
25 ปีก่อน เราไปนั่งกินมื้อกลางวัน
บริกรมาหาพ่อ
โน้มตัวมาทางโต๊ะ แล้วบอกว่า...
"พ่อคุณแต่งตัวเก่งกว่านะ"
"พ่อผมมานิวยอร์กคนเดียว จากตอนกลางโปแลนด์"
"ก่อนวันเกิดครบเจ็ดขวบ"
มาคนเดียว พร้อมป้ายชื่อ
ครอบครัวเขาก็เคยอยู่ที่นี่
แต่ฉันไม่เคยเข้าใจเลยว่าทำไม คนเป็นพ่อแม่ทำได้ยังไง
ฉันคิดว่าเขาน่าจะมีอะไรผิดปกติ
เขาเคยพูดว่าได้นอนแต่กับพวกโง่
ฉันก็รู้สึกว่าเขาอาจจะเคยอยู่ใน...
- สถาบันจิตเวชเหรอ - สถาบันจิตเวช
หรือพ่อแม่เขาคิดว่ามีอะไรที่...
ฉันก็คิดไม่ออกว่า พ่อแม่จะทิ้งเขาไว้ที่นี่ทำไมอีก
ที่โปแลนด์เหรอ
ฉันว่าเขาคิดถูกนะ
"เขามาถึงนิวยอร์ก"
"พ่อแม่ยุ่งจนมารับ ที่แคสเซิลการ์เด้นไม่ได้"
"แล้วส่งพี่ชายคนรอง เอบ อายุย่างสิบขวบ มาหาเขา"
"พาเขาผ่านด่านตรวจคนเข้าเมือง"
"แล้วพาเขามาบ้านเช่า ที่ถนนสแตนตัน"
"ที่แปดคนนอนกันสองห้อง"
"ทำงานเย็บปักเสื้อคลุมยาว แบบมีกระดุมเยอะๆ"
"ที่เป็นนิยมในตอนนั้น"
ผู้ใหญ่ส่งพ่อไปโรงเรียนอยู่หกเดือน
จนกระทั่งคิดว่าพอแล้ว
เขาเรียนสะกดคำไม่ได้ เรียนวิธีแก้โจทย์ไม่ได้
แล้วเขาก็กลับมาทำงานในร้าน
"พออายุ 12 เขาก็เป็นคน จ้างเด็กอีกสองคนด้วยตัวเอง"
"เพื่อให้มาเย็บแขนเสื้อโค้ตกับเขา ในโรงงานใต้ดิน"
เขาออกเดินทางตอนอายุ 16 ได้
- ใช่ - เอาของไปขายส่ง
สุดท้ายเขาก็เป็น เสาหลักของทั้งครอบครัว
เพราะเขาเริ่มทำธุรกิจปี 1921 มั้ง
บริษัทเสื้อโค้ตมิลเท็กซ์
ที่สุดท้ายกลายเป็นผู้ผลิต รายใหญ่ที่สุดรายหนึ่งในประเทศ
ตอนนั้นเขาอยู่แมนฮัตตัน
ถนนสาย 110 ตึกหันเข้าหาสวน
เป็นอะพาร์ตเมนต์สวยๆ บนชั้นหก
เรามีรถที่โชเฟอร์ขับ
ครอบครัวเรากินดีอยู่ดี
ตอนนั้นยุค 1920 พ่อจำได้ว่า ปู่กับย่าไปดูโชว์ทุกสุดสัปดาห์
แล้วกลับมาเช้าวันอาทิตย์
แม่จะเอาบทเพลงในมิวสิคัลมาเล่น
เราจะทะเลาะกันว่า ใครจะร้องกับแม่
ใครจะรอดมากกว่า
แล้วใครจะรอด ปกติเขาจะไม่ต้องร้องเพลง
"ฉันจะนั่งลง เขียนจดหมายถึงตัวเอง"
"และคิดไปว่าเธอส่งมาให้"
เพราะนะ
พ่อ สิ่งนี้ทำให้นึกถึงอะไรคะ
มันทำให้พ่อนึกถึงตอนห่อเค้กให้ย่า
ยกเว้นตอนนั้นไม่มีช่องฟรีซ
แล้วเราก็ไม่มีเค้ก
"ออกัสต้า 'กัสซี่' มิลเลอร์"
ย่าอ่านนิยายทั้งเล่มในบ่ายเดียวได้
ย่าอ่านเร็วที่สุดที่พ่อเคยเจอในชีวิต
ไม่ใช่แค่นั้นนะ ย่าจำได้ตลอดชีวิตด้วย
เธอเป็นผู้หญิงที่ซับซ้อนมากๆ
ย่ามีพลังเหมือนไดนาโม
ย่าร้องเพลงได้ เล่นเปียโนได้
บางครั้งย่าก็ทำตัวเด่นมาก
ย่าเคยเต้นบนโต๊ะในวันก่อนสิ้นปี
ย่าวาดรูปได้ เล่นไพ่บริดจ์ก็เก่งมาก
ย่าเป็นคนตลก
ร้ายมาก
ย่ามีความเห็นเกือบทุกเรื่อง
แต่พ่อก็ยังกินโคเชอร์ หรือ...
ใช่ จนย่าเริ่มทำเบคอน
ย่ารักเบคอน
ฉันว่าเธอพยายาม ปกครองและแบ่งแยกลูกๆ
ฉันคิดเสมอว่าฉันเป็นลูกคนโปรด
แล้วใครเป็นลูกคนโปรดของย่า
น่าจะเป็นพ่อนะ
ตัวอย่างนะ ถ้าไม่อยากไปโรงเรียน พ่อจะแกล้งเดินเป๋
แม่จะจับได้ทันที แล้วบอกว่า
"วันนี้ลูกไม่อยากไปโรงเรียน ลูกเดินเป๋"
แล้วเราก็จะไปหาร้าน นั่งกินหอยนางรมกัน
แต่ย่าก็...
พ่อบอกว่าย่าเห็นลางสังหรณ์ ในอะไรหลายๆ อย่าง
ย่าเห็นสัญญาณ
ย่าเห็น...
สิ่งลี้ลับในบรรยากาศนานๆ ครั้ง
ย่าสัมผัสจากผู้คนได้
ย่าเคยลุกขึ้นมานั่งกลางดึก
แล้วก็บอกว่า "แม่ฉันตายแล้ว"
แล้วตอนนั้นย่าทวดก็เสียจริงๆ
มันน่ากลัวมาก
คิดว่ามันถ่ายทอดมาหาพ่อยังไงบ้าง
พ่อเคยคิดว่าวิธี...
ละครไม่ได้สำคัญที่บทพูด
แต่สำคัญที่สิ่งที่ซ่อน อยู่ในประโยคที่พูดออกไป
โลกจริงๆ แล้ว ไม่ใช่สิ่งที่เราเรียกว่าความจริง
ศาสตร์เหล่านี้พยายามเข้าถึงโลกนั้น
แล้วทุกอย่างก็มาจากย่า
มันต้องมีที่มาสักแห่งแหละ
ย่าเป็นแบบนั้น
ย่านับถือ...
ศิลปิน นักเปียโน นักเขียน
โดยที่ปู่ไม่รู้เรื่องพวกนั้นเลย
"กัสซี่และอิซซี่ มิลเลอร์"
เป็นการแต่งงานแบบคลุมถุงชน
ผู้หญิงเก่งอย่างเธอ ต้องมาแต่งงานกับผู้ชาย
ที่อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้
กัสซี่น่าจะสอนเขาอ่าน เซ็นชื่อ
ย่ารู้ว่าความสามารถเสียเปล่า
แต่ย่าก็เคารพปู่มาก
แล้วมันก็ชดเชยไปได้เยอะ
จนกระทั่งปู่ล้มละลาย
ตอนนั้นที่ย่าโกรธ
"ฝูงชนมหาศาลที่คุณเห็น มารวมตัวกันนอกตลาดหุ้น"
"มาเพราะหุ้นตกครั้งใหญ่ที่สุด ในตลาดหุ้นนิวยอร์ก"
"คนแรกที่ถูกเลิกจ้างคือโชเฟอร์"
"แล้วเราก็ทิ้งบังกะโลหน้าร้อน"
"เครื่องเพชรชุดสุดท้าย ก็เอาไปจำนำหรือขาย"
"จากนั้นก็ถดถอยไปอีกก้าว ย้ายบ้านไปบรุกลิน"
ไม่ใช่แค่กรณีของปู่ แต่เป็นเด็กผู้ชายทุกคนที่พ่อรู้จัก
พ่อเคยเที่ยวเล่น กับเด็กผู้ชายครึ่งโหล
พ่อของพวกนั้นก็เจ๊งไปตามๆ กัน
ทั้งครอบครัวเปลี่ยนไปหมด
มันเจ็บปวดมาก
"ผมรับรู้ได้ว่าแม่โมโหมาก กับอำนาจที่เสื่อมถอย"
"พ่อมีความเหยียดหยาม ในน้ำเสียงที่พูดกับแม่"
แล้วพ่อมองปู่ยังไงบ้าง ตอนที่เขาสูญเงินไป
สงสารมาก
อำนาจส่วนใหญ่ของปู่มาจาก การที่เขาเป็นนักธุรกิจที่รุ่งมาก
เขารู้ดีเสมอว่าตัวเองทำอะไร
แล้วอยู่ๆ ก็สูญหมด
เขาไปต่อไม่ถูกเลย
มันไม่ใช่ความผิดเขาสักนิด
มันเป็นเพราะเศรษฐกิจล่ม ช่วงปี 1929-1931
จากเรื่องนั้น พ่อเลยคิดเสมอว่า
เราหมกมุ่นมากๆ
ในเรื่องการเมืองและเศรษฐกิจ ของประเทศและของโลก
แล้วความรุนแรงนี้ก็มาจบที่ห้องนอน
แล้วก็ไปตกอยู่กับพ่อกับลูกชาย
พ่อกับลูกสาว คลุมถุงชน
ใน "เดธออฟอะเซลส์แมน" สิ่งที่ผมสนใจคือ
สิ่งที่โลกและชีวิตได้ทิ้งไว้ให้เขา
มันทำอะไรกับเขาไว้
เขาทำมาหากินไม่ได้ เขาเสียศักดิ์ศรี
เขาเสียพลังความเป็นชาย
เราเลยมักจะชดเชยให้เขา ด้วยการบอกว่าไม่เป็นไรหรอก
ไม่งั้นก็หันหลังให้เขาแล้วปล่อยเขา
ทุกอย่างช่วยสร้างละครบูรณาการ
มันน่ากลัว
No comments yet. Be the first to leave one.