The first 200 lines.
ฉันชอบการยังมีชีวิตอยู่ค่ะ
ฉันตื่นมาทุกเช้าโดยที่ รู้สึกขอบคุณที่ตัวเองยังมีชีวิต
มันมากกว่าความเพลิดเพลิน ฉัน...
ฉันรู้สึกมีความสุขมากๆ ที่ยังมีชีวิต
ฉันเริ่มเขียนตั้งแต่ตอนที่อายุหก หรือเจ็ดหรือแปดขวบ
เรื่องต่างๆ กลอน และบทละคร
มันเหมือนกับการได้เข้ากองทัพนักบุญ
หรืออะไรทำนองนั้น ฟังดูโง่มากๆ
แต่ฉันไม่ได้รู้สึกว่าตัวฉันกำลัง แสดงออก
ฉันรู้สึกว่าเหมือนกับว่าตัวเองนั้น
กำลังทำสิ่งที่สูงส่งอยู่
แม่ของผมเป็นคนที่สนใจในทุกอย่าง
ปัญญา วัฒนธรรม สุนทรียศาสตร์ และประสบการณ์การสัมผัส
วันเกิดอายุ 40 ฉันอยู่ที่ประเทศจีน
วันเกิดอายุ 50 ฉันอยู่ที่ฝรั่งเศส
ฉันอยู่ที่เมืองซาราเยโว ตอนวันเกิด 60 มีการทิ้งระเบิด
การได้อายุ 70 ปีฟังดูยอดเยี่ยมมาก
ถึงจะต้องสู้กับมะเร็งสองรอบ
ฉันก็รู้สึกสบายดีค่ะ
ฉันรู้สึกว่ายังมีหลายสิ่ง ที่รออยู่ข้างหน้า
หนึ่งในนักเขียนและนักวิจารณ์สังคม ที่ถกเถียงกันมากที่สุดในประเทศ
เธอเป็นผู้รณรงค์อย่างไม่ย่อท้อ ด้านสิทธิมนุษยชนและต่อต้านสงคราม
หญิงสาวที่ฉลาดที่สุดในอเมริกา
นักวิจารณ์ นักเคลื่อนไหว นักเขียนบทละคร นักเขียนบทความ
เธอเขียนหนังสือ 17 เล่ม และได้รับรางวัลชั้นนำหลายรางวัล
รวมถึงรางวัลหนังสือแห่งชาติด้วย
ซูซาน ซอนแท็กอายุ 71 ปี
ในช่วง 100 ปีที่ผ่านมานั้น ในสังคมของพวกเรา
บรรดานักเขียนที่น่าสนใจที่สุด ส่วนใหญ่ต่างเป็นนักวิจารณ์สังคม
นักเขียนมักจะมีจุดยืนต่อต้านสังคม
ฉันชอบจุดยืนต่อต้านสังคมแบบนั้น
ฉันชอบจุดยืนที่ได้แสดงออกถึง ความเห็นที่ขัดแย้ง
ไม่นานหลังเหตุการณ์ วันที่ 11 กันยายน ซูซาน ซอนแท็ก
เป็นหนึ่งในบุคคลสำคัญ ชาวอเมริกันคนแรกๆ
ที่พูดต่อสาธารณะว่าการโจมตี ที่เกิดขึ้นนั้นเป็นการตอบโต้
ต่อนโยบายต่างประเทศของอเมริกา
ซูซานเขียนบทความลงนิตยสาร "นิวยอร์กเกอร์" ฉบับล่าสุด
การรับรู้อยู่ที่ไหน
ว่านี่ไม่ใช่ "การโจมตีที่ขี้ขลาด"
ต่อ "อารยธรรมและเสรีภาพ"
แต่เป็นการโจมตีใส่ประเทศที่อ้างว่า
ตนเองคือประเทศมหาอำนาจโลก
การสรรหาคำสวยๆ งามๆ มาบรรยายถึงความโหดสยองครั้งนี้
ไม่ได้ช่วยให้เราเข้าใจ และโต้ตอบอย่างชาญฉลาดได้เลย
ทั้งทางการเมืองและการทหาร ซึ่งฉันสนับสนุนเต็มที่
ฉันไม่ใช่คนรักสันติ
มีความเห็นต่างๆ นานามากมาย
ฉันเป็นคนที่เคร่งในเสรีภาพ แห่งการพูด
เคร่งเสรีภาพในการพูดจริงๆ ค่ะ
- ฉันอยากจะปกป้องแอน โคลเทอร์ - คุณเป็นนักเขียนที่ใช้คำแรงมาก
คุณเป็นส่วนหนึ่ง ของกลุ่มคนที่ "โทษอเมริกาก่อน"
คุณบอกว่าเราผิดเอง...
- สำหรับนโยบายต่างประเทศ - ฉันไม่เคยพูดอะไรแบบนั้นนะคะ
- ผมขอ... - ฉันก็รักชาติ
- และต่อต้านก่อการร้ายเหมือนคุณ - เหรอครับ การรักชาติแบบคุณ
คือการโทษอเมริกา โทษอเมริกา
โธ่เอ๊ย
ประเทศเรามีธรรมเนียมโต้วาที มายาวนาน
ฉันอยากให้คนเข้าใจว่า ในทางประวัติศาสตร์ เราอยู่จุดไหน
เพื่อที่เราจะได้ป้องกันตัวเราได้ดีขึ้น
- และหยุดยั้งการก่อการร้ายสากล - มาคุยเรื่องจุดยืนของคุณกัน
มันเป็นเรื่องที่ยากสำหรับ ประชาชนชาวอเมริกัน
ผู้ที่ไม่เคยเห็นประเทศ ของพวกเขาถูกทำลายโดยสงคราม
ในการจะเข้าใจและรับรู้ ถึงความน่ากลัวของสงคราม
เราจะไม่มีวันชนะสงครามเพื่อสันติ
หากเราไปเรียกใครก็ตาม ที่ไม่ชอบว่าคอมมิวนิสต์
ถ้าเราทำแบบนี้ สักวันหนึ่งเราก็จะตระหนัก
ว่าในความพยายามที่จะรักษา วิถีชีวิตประชาธิปไตยของเรานั้น
เราได้ละทิ้งองค์ประกอบ อันสูงส่งที่สุดของประชาธิปไตยไป
สิทธิของทุกคนที่พึงมี ในการแสดงความคิดเห็นของตนเอง
"จากใจบรรณาธิการ"
"ข่าวเด็ดจากโรงภาพยนต์"
ทุกคนที่รู้จักเรานั้นรู้ว่า ผมตกหลุมรักเธอมาตลอด
เราไม่เคยออกเดต แต่เราก็อยู่ด้วยกันตลอด
เธอบรรยายวิชาการ ให้ผมฟังครั้งแรกในชีวิต
เธอจับผมนั่งบนเตียงเธอ และเราก็ถกเถียงกัน
เรื่อง "บทวิจารณ์ของเหตุผล"
"บทวิจารณ์ของเหตุผล" ของแคนท์
ตอนนั้นเธออายุ 15 ปี
ฉันตามหาร้านหนังสือจริงๆ ในเมืองลอสแองเจลิส
ร้านแรกที่ฉันไปในชีวิตที่หลงใหล ในร้านหนังสือของฉัน
คือร้าน "พิกวิก" บน ถนนฮอลลีวูดบูเลอวาร์ด
ซึ่งฉันแวะไปที่นั่น หลังเลิกเรียนทุกๆ สองสามวัน
ซื้อ ถ้ามีเงิน
ขโมย ถ้ากล้าพอ
ฉันต้องมีมันไว้ให้ได้
ต้องได้เห็นมันเรียงเป็นแถวตาม แนวผนังในห้องนอนเล็กๆ ของฉัน
เทพในบ้านของฉัน
ยานอวกาศของฉัน
ในปี 1948 ผมเรียนจบไฮสกูล
ซูซานยังมีเรียนอีกเทอม
และเธอก็เข้าเรียน ที่เบิร์กลีย์ในเทอมที่สอง
และในวันแรกเลย ฉันกำลังยืนต่อแถวลงทะเบียนเรียน
และฉันได้ยินใครสักคน ข้างหน้าพูดว่า "พรูสต์"
และฉันก็คิดว่า "ให้ตายเถอะ มันอ่านว่าพรูสต์"
ฉันนึกว่ามันอ่านว่า "เพราสต์"
และฉันก็คิดต่อว่า "ฉันถึงบ้านแล้ว"
ฉันได้มาถึงที่ที่มีคนอื่น ที่ได้อ่านหนังสือที่ฉันเคยอ่าน
มันคือเสรีภาพ เหมือนกับการติดปีก
"ซานฟรานซิสโก ปี ค.ศ. 1948"
ชายแต่งหญิง
การแต่งหญิง
ปาร์ตี้แต่งหญิง
รักเพศตรงข้าม
ฝั่งตะวันออก
ชิลล์ๆ ผ่อนคลาย
ฝั่งตะวันตก
ทำตัวเด่น
ฉันโดดเด้งรังสีจับคืนนี้
นี่คือคำสแลงที่ซูซานได้เรียนรู้
ตอนที่ฉันพาเธอไปซานฟรานซิสโก
เพื่อจะเรียนรู้โลกของชาวเกย์
ปี 1948 ตอนที่ ฉันไปเรียนต่อที่เบิร์กลีย์
และฉันก็ทำงานอยู่ที่ศูนย์แลกเปลี่ยน ตำราเรียนของมหาวิทยาลัย
ซึ่งพนักงานล้วนแต่ เป็นหนุ่มเกย์ อีกคนก็คือฉัน
วันหนึ่งซูซานก็เดินเข้ามาซื้อหนังสือ
เธอสวยอย่างไม่น่าเชื่อ
เธอเดินเข้ามาแล้ว เพื่อนก็พูดกับฉันว่า "ไปจีบเธอสิ"
ฉันก็เลยไป
ตอนแรกเราไป 299 ต่อด้วย 12 แอดเลอร์ที่เราเจอบรูซ
แล้วก็ตามเขาไปบาร์เกย์
นักร้องเป็นสาวสวย ผมบลอนด์ตัวสูงมาก
สวมชุดราตรีเกาะอก
ฉันอยากรู้เรื่อง เสียงที่ทรงพลังของเธอ
แฮร์เรียตบอกฉันว่านั่นคือผู้ชาย
จากนั้นฉันก็พาเธอไปที่เพ็กกี้ส์บาร์
และคืนนั้นเราสองคนก็เมาเละ
และเราก็เริ่มกอดรัดฟัดเหวี่ยงกัน เธอดุเดือดมาก
เธอแบบว่า...
เธอช่างใสซื่อและช่างไร้เดียงสา
เธอไม่เคยมีอะไรกับใครมาก่อน
เธออาจจะเคยกอดจูบกับ เด็กผู้ชายสมัยไฮสกูลมาบ้าง
แต่มันก็ไม่ได้จริงจังอะไร
เพราะผู้ชายไม่ได้มีอะไรกับเธอ
ฉันรู้ความจริงแล้วตอนนี้
ฉันรู้แล้วว่ามันรู้สึกดีและถูกต้อง แค่ไหนที่จะได้รัก
ในบางส่วน ฉันเคยรู้สึกว่า ได้รับอนุญาตให้มีชีวิต
แต่ทุกอย่างเริ่มต้นจากตรงนี้
ฉันเกิดใหม่อีกครั้ง
จากนั้นฉันก็จากไปปารีส
ซูซานไปที่ชิคาโก
ซูกลายเป็นซูซาน ซอนแท็ก ได้ยังไง เรื่องเกิดจากฟิลิป รีฟฟ์
ผมถูกจัดให้อยู่ในชั้นเรียน สังคมศาสตร์ของฟิลิป รีฟฟ์
ที่มหาวิทยาลัยชิคาโก
ผมคิดว่าหลังจากนั้นประมาณ สองหรือสามอาทิตย์ ผมโทรหาเธอ
บอกว่า "เธอต้องได้ฟัง ที่คนๆ นี้พูดนะ"
เขาเป็นอาจารย์ที่ยอดเยี่ยมสุดๆ เขาจับฟรอยด์กับมาร์กซ์มารวมกันได้
เธอก็เลยไปหา แล้วราว 10 วัน หลังจากนั้น พวกเขาก็หมั้นกัน
นั่นไม่ใช่ที่ผมแนะนำไปนะ
ตอนอายุ 17 ฉันพบกับ ผู้ชายหัวล้าน น่องโต และผอมบาง
คนที่พูดไม่หยุด วางมาด เป็นนักอ่าน
และเรียกฉันว่า "ที่รัก"
หลังจากนั้นไม่กี่วัน ฉันก็แต่งงานกับเขา
เราคุยกันนานถึงเจ็ดปี
มันเป็นงานแต่งที่เล็กมากๆ
เรากินแฮมเบอร์เกอร์ที่ ร้าน "บ็อบส์บิ๊กบอย" กันต่อ
ซูซานกับฉันหัวเราะ คิกคักกันนิดหน่อย
เท่าที่ฉันจำได้ พวกเราแบบว่า
ต่างก็ถูกตาถูกใจกัน แต่มันก็แค่นั้นค่ะ
ตอนที่ฉันไปเยี่ยมพวกเขาที่แคมบริดจ์
พวกเขาดูใกล้ชิดกันสุดๆ แยกจากกันไม่ได้เลย
สติปัญญาความรู้มีส่วนเท่าไหร่ และเรื่องอื่นอีกเท่าไหร่
มันก็ต้องมีบ้าง ในจุดหนึ่งที่มัน จะเป็นแรงดึงดูดจากรูปลักษณ์
และพวกเขาก็แสดงออกว่ามันมีจริงๆ
พวกเขาทำตัวประมาณว่า เหมือนเป็นคนๆ เดียวกันเลย
การคลอดลูกของฉันลำบาก
เดวิดตัวใหญ่
มันเจ็บมาก
ฉันอยากจะสลบไปเลย
ไม่ต้องรับรู้อะไรอีก
กฎและหน้าที่ของการอายุ 24 ปีนั้น
เข้าที่เข้าทางดีขึ้นมาก
ส่งจดหมายหาแม่สามครั้งต่อสัปดาห์
กินน้อยลง
เขียนอย่างน้อย สองชั่วโมงต่อวัน
สอนการอ่านให้เดวิด
ถ้าเพียงแต่ฉันได้ทุนของอ็อกซ์ฟอร์ด
อย่างน้อยก็จะได้รู้ว่าตัวเองเก่ง นอกจากในระดับประเทศไหม
รังที่แสนสบาย
ฉันคิดมาสักพักว่ามันโอเคมากๆ แต่ก็
ผู้คนจะเปลี่ยนไปตอนมีชีวิตคู่ และชัดเจนเลยว่าเธอก็เปลี่ยน
แต่เขากลับไม่เปลี่ยน
ตอนที่แต่งงาน ฉันได้สูญเสียตัวตน ของตัวเองไประดับหนึ่ง
สิ่งแรกที่จากไปคือความรื่นรมย์
ความเป็นคนสบายๆ
ตอนนี้มันเริ่มไปกระตุ้นความรู้สึก ของฉันให้กลายเป็นความไม่พอใจ
กลายเป็นความดุร้ายแบบใหม่
เพิ่งได้ทุนเรียนต่อ
เรียนด้านปรัชญาที่อ็อกซ์ฟอร์ด
หล่อนจัดการคุยกับพ่อแม่สามี ให้ดูแลหลาน
แต่สำหรับพ่อแม่สมัยนี้ มันเป็นไปไม่ได้เลย
เพราะว่าเธอยังเด็กมากตอนที่มีลูก
เธอยังไม่ได้ใช้ชีวิต วัยสาวของตัวเองเลย
ฉันคิดว่าเธอคงจะ อยากทำในสิ่งที่ตัวเองต้องการ
และคุณก็รู้ มัน...
นั่นคือทั้งหมด
ฉันชอบมัน
ฉันชอบมันมาก
ฉันชอบมันจัง
คำว่า "ฉันชอบมันมาก" คือชอบกว่า "ฉันชอบมันจัง"
No comments yet. Be the first to leave one.