Release info

50 Children The Rescue Mission o M and Mrs Kraus 2013 Thai
A Commentary by Ferdi125

Tags

other
Published on: 2021-07-04
Downloads: 15
Hearing Impaired: No

Thai subtitle preview

The first 200 lines.

ข่าวลือหนาหูบนถนนในเวียนนา

ว่ามีคนจะมาออสเตรีย คนที่อยากช่วยเด็ก 50 คน

ฉันไม่เคยเห็นยาทาเล็บสีแดง

ฉันมองดูแล้วคิดว่าช่างน่าทึ่ง

ปู่ย่าฉันคิดอะไรอยู่

ทิ้งลูกสองคนไว้ข้างหลัง

ทิ้งบ้านที่ปลอดภัย

แล้วไปหานาซีเยอรมนี

ผมนึกถึงเรื่องนี้บ่อยๆ

ผมว่าทั้งคู่ก็แค่คนดีธรรมดาๆ

"ฟิลาเดลเฟีย"

ทั้งหมดเริ่มขึ้นโดยไม่รู้ตัว

กิลสามีฉันกลับมาบ้านใกล้มื้อเย็น

ถามว่าเย็นนี้เรามีแผนอะไร

เขาว่า ผมมีเรื่องจะคุยกับคุณ

มาฟังในห้องน้ำสิ ผมจะโกนหนวด

ฉันนั่งลงและฟัง

กิลบอกว่า

วันนั้นเพื่อนเขา ลูอิส ลาวีน มาหาที่สำนักงานทนาย

ทั้งคู่คุยกันถึงไอเดีย

พาเด็กๆ ชาวยิว หนีออกจากนาซีเยอรมัน

ไปอยู่อเมริกา

ความคิดบ้าๆ ฉันบอกกิล

คนสติดีที่ไหน จะไปเยอรมันตอนนี้

มันไม่ปลอดภัย โดยเฉพาะสำหรับคนยิว

จะเข้าประเทศได้รึเปล่าก็ไม่รู้

แค่ 24 ชม. ฉันว่าคุณยังทนไม่ไหว

ฉันคงกลัวสุดๆ ถ้าต้องเหยียบย่าง เข้าประเทศนั้น

ถ้าสตอร์ม ทรูเปอร์ ยอมให้ฉันเข้าไปนะ

"เยอรมนีสร้างสลัมคนยิว ภายใต้ข้อบังคับใหม่"

"แต่ละวันชาวยิว 100 คน ต้องออกจากจักรวรรดิ"

หนังสือพิมพ์ เต็มไปด้วยเรื่องโหดร้าย

เรื่องน่าขยะแขยง ในนาซีเยอรมัน

บทความเกี่ยวกับค่ายกักกัน

ความอัปยศของชาวยิว

ความโหดเหี้ยมสะเทือนขวัญเรา ทุกวันไม่หยุดหย่อน

ต้นปี 1939

บ่วงแร้วนาซี บีบรัดชาวยิวในเยอรมัน

กับออสเตรียอย่างรวดเร็ว

รัฐบาลสหรัฐฯ ยังเพิกเฉย กับสถานการณ์

ชาวอเมริกันรู้ว่า

แทบเป็นไปไม่ได้ ที่จะนำผู้อพยพ...

แม้แต่เด็กๆ เข้ามาในประเทศนี้

แต่กิลเบิร์ต เคราส์ ทนายธุรกิจวัย 42

ก็มุ่งมั่นพยายาม

เขาโตมาในครอบครัวยิว ที่เน้นทางโลก

ตัวเขาเองก็ไม่เคร่งศาสนา

ที่จริงเขากับเอเลนอร์ ภรรยา

ส่งลูกเข้าร.ร.นิกายเควเกอร์ ในฟิลาเดลเฟีย

เราคงไม่มีทางรู้ทำไมปู่ย่าฉัน ถึงทำอย่างที่ทำ

แน่นอนว่าปู่ฉันได้อ่าน สิ่งที่เกิดขึ้นยุโรป

และสิ่งที่ไม่เกิดขึ้นในสหรัฐฯ เมื่อเป็นเรื่องช่วยชีวิต

เขาช่างหัวรั้นและจะทำอะไรก็ตาม ที่รู้ว่าสำคัญและถูกต้อง

ย่าฉันออกแนวลึกลับมากกว่า

เธอเป็นผู้หญิงสวยสง่า ซึ่งใครๆ นึกถึงเสมอ

เธอทำสิ่งที่ผู้หญิงยุค 1920 และ 1930 ทำกัน

เธอทำบ้านให้อบอุ่น สร้างสภาพแวดล้อมน่าอยู่

เชิญใครๆ มากินมื้อเย็น

เปลี่ยนปลอกผ้าหุ้มเฟอร์นิเจอร์ ในฤดูใบไม้ผลิ

ฤดูใบไม้ร่วงก็ถอดออก

เธอทำแบบนี้เพื่ออะไร มันคือปริศนาเสียมากกว่า

หลายครั้งที่กิลเบิร์ต เคราส์ และเอเลนอร์ เคราส์

ถูกห้ามว่าอย่า เลิกเถอะ อย่าทำแบบนี้เลย

มันไม่ดีกับเราหรอก

มันจะก่อให้เกิดปฏิกริยา

ที่เราควบคุมไม่ได้

หลายครั้งหลายหนที่มีคนบอก

ทั้งจากส่วนราชการและเอกชน

และบางส่วนจากชุมชนชาวยิว

ผมคิดว่าทั้งคู่เข้าใจชัดเจน ว่านี่คือเรื่องคอขาดบาดตาย

และมันก็กลายเป็นเรื่อง คอขาดบาดตายจริงๆ

เวียนนา

วัยเด็กผมมีความสุขสุดๆ

หน้าร้อน พ่อแม่จะเช่าสองห้อง บนชั้นสองของบ้านไร่

ในหมู่บ้านเล็กๆ ชื่อพีสติง ห่างจากเวียนนา 25 กม.

เราใช้เวลาหน้าร้อนวิ่งเท้าเปล่า เล่นกับเด็กๆ ในฟาร์ม

หน้าหนาว แน่นอนว่าต้องไปโรงเรียน

ผมเรียนที่โรงเรียนประถมชื่อ ชูเบิร์ต ชูเลอร์

เพราะมันเป็นโรงเรียนประถม ที่ครูชื่อชูเบิร์ตเป็นคนสอน

ฉันเกิดที่เวียนนา ปี 1928

พ่อฉันเป็นทนาย

เราไปเวียนนา วู้ดส์ ทุกวันอาทิตย์

เป็นหน้าที่ฉันที่ต้องแน่ใจว่า เราถึงบ้านตอนเที่ยง

ถ้าไปกับเพื่อน แม่จะมาตาม

แต่ถ้าไปกับพ่อ แม่ก็ไม่มาตาม จากนั้นก็มีแค่พ่อกับฉัน

เรากระซิบกระซาบกันในป่า

เวียนนาช่างงดงาม

งดงามจริงๆ

พ่อผมกับญาติสองคนทำบริษัท ไม้อัด หรือบริษัทชแปร์โฮลซ์

ลุงผม เป็นเจ้าของบริษัทตัวจริง

เขาเป็นคนสำคัญสุด

พวกเขามีร้านสองร้าน มีไม้อัดจำนวนมาก

ซึ่งเลี้ยงดูสามครอบครัวได้สบายๆ

หลังฮิตเลอร์ได้คะแนนเสียง ในเยอรมนี

พ่อฉันบอกว่า อยู่ได้ไม่นานหรอก และมันจะไม่เกิดขึ้นที่นี่

คนพวกนี้ฉลาดเกินไป

เราก้าวหน้าเสียจน คงมีคนเจ็บตัวบ้าง

แต่หวังว่าคงไม่มากนัก

กิลมุ่งมั่นหาวิธีถูกกฎหมาย เพื่อพาเด็กๆ เข้ามาในสหรัฐฯ

เราแต่งงานกันมา 15 ปี

ฉันรู้จักความสามารถเขาดี ในบทบาททนาย

แต่ฉันบอกตัวเองว่า

ความคิดจะไปเยอรมันนั้น ลืมได้เลย

ไม่มีใคร แม้แต่กิล คิดว่าเป็นไอเดียที่ทำได้จริง

ง่ายๆ อุปสรรคแรกคือรับมือกับ สถานการณ์ที่บ้าน

ค้นหาสภาพแวดล้อมในสังคม

ที่ผู้อพยพชาวยิวจำนวนมาก จะไม่เป็นที่สนใจ

ปธน.รูสเวลต์ คือวีรบุรุษของชาวยิว

ในยุคของเขา

เมื่อชาวยิวมองไปรอบโลก

และเห็นฮิตเลอร์

สตาลิน มุสโสลินี

พวกเขาดีใจสุดพลัง ที่ชายผู้ปกครองสหรัฐฯ

คือแฟรงคลิน เดลาโน รูสเวลต์

ถึงยังงั้น เขาก็เป็นนักการเมืองเต็มตัว

มีหลายสิ่งที่เขารู้สึกอย่างลึกซึ้ง และจัดการให้มันเกิดขึ้น

เตรียมอเมริกาพร้อมรบอย่างลับๆ คือหนึ่งในนั้น

ช่วยเหลืออังกฤษก็เป็นหนึ่งในนั้น

ช่วยชาวยิว ไม่ใช่หนึ่งในนั้น

กิลเบิร์ตนัดพบ จอร์จ เมสเซอร์สมิธ

ที่กระทรวงต่างประเทศ ในวอชิงตัน

อดีตทูตสหรัฐฯ ประจำเวียนนา

ตอนนั้นเมสเซอร์สมิธ เป็นปลัดกระทรวง

ระหว่างพบกัน กิลเบิร์ตพูดขึ้นมาว่า

เขาเป็นสมาชิก บริธ โชโลม

องค์กรภราดรภาพชาวยิว ในฟิลาเดลเฟีย

ล่าสุด คนกลุ่มนี้ สร้างค่ายฤดูร้อนนอกเมือง

ค่ายนี้มีหอพักสำรองและเตียง พอรองรับเด็ก 50 คน

กิลบอกคุณเมสเซอร์สมิธว่า เขากับฉันจะไปเยอรมันด้วยตัวเอง

เพื่อเลือกเด็กๆ แล้วพากลับมา

กิลยังถามอีกหลายคำถาม

พ่อแม่จะยอมยกลูกให้รึ

สถานการณ์เลวร้ายสุดๆ เหมือนในหนังสือพิมพ์จริงรึ

ทำไมเด็กๆ ยังไม่มาประเทศนี้กันอีก

เมสเซอร์สมิธเห็นใจ แต่ไม่สนับสนุนมากนัก

เขาเตือนกิลเบิร์ตว่า

อเมริกาเข้มงวดกับโควต้า ผู้อพยพแต่ละประเทศ

จำนวนชาวเยอรมันและออสเตรีย ที่สมัครขอวีซ่า

คงทำให้โควต้าเต็มไปอีก 5 ปี

เมื่อสภาวะยิ่งเลวร้ายกับคนยิว

เด็กๆ ชาวยิวหมื่นคน ที่ถูกกักตัวไว้ในนาซีเยอรมัน

พบที่พำนักปลอดภัยในอังกฤษ

เด็กพวกนี้ถูกพ่อแม่ส่งมาทางรถไฟ กับทางเรือ

ที่รู้จักในชื่อ คินเดอร์ ทรานสปอร์ต

แต่ในอเมริกา ประตูยังคงปิด

สภาฯ ยังไม่มีความคิดเจาะจง ที่จะเอื้อเฟื้อ

ในแง่ผู้อพยพที่แสวงหาหนทาง มาอเมริกา

หลักฐานก็คือ พรบ.แว็กเนอร์-โรเจอร์

นี่คือความพยายาม ที่จะพาเด็กๆ เข้ามา

สมมติฐานคือ ใครจะขัดขวางเด็กๆ

ผู้อพยพที่น่าสงสาร

น่าจะเป็นสิ่งที่กระทบใจทุกคน

แต่กลายเป็นว่ามันไม่เคยเกิดขึ้น

"ทำเนียบขาว วอชิงตัน 2 มิถุนายน 1939"

"เข้าแฟ้ม ไม่ดำเนินการ เอฟดีอาร์"

ผ่านไปหลายเดือน ของการอภิปรายในสภา

ปธน.รูสเวลท์ปฏิเสธที่จะสนับสนุน ข้อเสนอเพื่อช่วยเหลือเด็กๆ

พรบ.เงียบหาย โดยไม่เคยมีการออกเสียง

เมื่อฮิตเลอร์รุกราน

มีป้ายเขียนว่าคนยิวทางนี้ และไม่ใช่คนยิวทางนี้

ผมยังถามพ่อ ผมทำอะไรผิดหรือ

พ่อบอกว่า ลูกไม่ได้ทำอะไรผิด แค่เกิดมาเป็นคนยิว

และตอนนี้มันเป็นยังงี้

จนถึงป่านนั้น ต้นปี 1939

นี่เป็นช่วงที่นโยบายนาซียังลังเล

เกี่ยวกับการอพยพ ออกนอกประเทศของชาวยิว

ประตูกำลังปิด และปิดเร็วมาก

เพราะการกำจัดชาวยิวคือเป้าหมาย

"ฟิลาเดลเฟีย"

กิลทบทวนตัวเลขโควต้าสำหรับ คนเยอรมันและออสเตรีย

เทียบกับจำนวนคนที่มาอเมริกา

เขาพบว่าตัวเลขสองรายการ ไม่ตรงกัน

โควต้ามักสูงกว่าจำนวน คนเข้าสหรัฐฯ จริงๆ

กิลไม่เข้าใจ มันควรต้องตรงกัน

โดยเฉพาะเมื่อคนเป็นพันๆ พยายามมาที่นี่

ทำไมโควต้าไม่เต็ม

กิลเบิร์ตค้นพบหลายเหตุผล กับวีซ่าที่ไม่ได้ใช้

ครอบครัวชาวยิวบางส่วน

เดินทางไปสถานที่ เช่น คิวบา หรือเซี่ยงไฮ้

จำนวนไม่มากนักพบหนทาง ไปปาเลสไตน์

ครอบครัวอื่นๆ ก็ป่วยเกินไป

หรือกว่าวีซ่าจะผ่าน เงินก็ไม่พอจะมาอเมริกาแล้ว

จุดนี้เองที่กิลคิดออก

ความหวังริบหรี่

เขาสงสัยว่าน่าจะมีวิธี สำรองวีซ่าที่ไม่ได้ใช้ไว้ก่อน

สำหรับเด็กๆ ที่พร้อม ออกเดินทางมาอเมริกา

คุณเมสเซอร์สมิธ เป็นนักการทูต

เขาบอกกิล ไอเดียน่าสนใจนี่ ควรค่าแก่การพิจารณา

เขาไม่ได้ตอบรับ แต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธ

เอเลนอร์เร่งดำเนินการทันที

ขอเอกสารรับรอง จากทุกคนที่เธอรู้จัก

คนที่อาจเต็มใจอุปถัมภ์เด็กอพยพ

อีกหลายอาทิตย์ต่อมา ฉันทำอยู่แค่นั้น

จากบ้านนึงไปอีกบ้านนึง ออฟฟิศนึงไปอีกออฟฟิศนึง

ฉันต้องถามทั้งเพื่อนสนิท และคนรู้จัก

คำถามเรื่องการเงิน สุดจะน่าอับอาย

คนอเมริกันราวๆ 95%

ไม่ต้องการให้โควต้าผู้อพยพ ถูกก้าวก่าย

แม้แต่คนยิวอเมริกัน 25% ก็ไม่อยากคุยถึงประเด็นนี้

พวกเขากังวลในยุคแห่ง การต่อต้านยิวครั้งใหญ่

Comments

No comments yet. Be the first to leave one.

Keep it about this subtitle — sync, quality, typos.500 characters left